กฤษฎาอภินิหารแห่งพระองค์ดำ

รียน คุณชัยยง  ไชยศรี
 
เนื่องจากพวกเราได้มีโอกาสเดินทางไปที่  อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ และได้มีโอกาสไปนอนพักที่บ้านอดีตนายอำเภอเวียงแหง ว่าที่ร้อยตรี อดิศวร นันทชัยพันธ์  รวมทั้งได้มีโอกาสไปสัมผัสกับพื้นที่ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเดินทัพและพื้นที่สวรรคตของพระนเรศวร ต่าง ๆ  เป็นเหตุให้เราได้พบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์มากมายจึงขอให้ทางคุณชัยยง ลงบันทึกเรื่องราวของพวกเราใน นานาทัศนะด้วย 
ขอขอบพระคุณอย่างสูง
 
เยาวลักษณ์ ยวงสร้อย ผู้เขียน
และคณะผู้ร่วมเดินทาง : คุณเสกสรรค์ ,   คุณอัศนีย์ นันทชัยพันธ์ ,  คุณศิริลักษณ์ ตรีสินธุ์ ,คุณพิชญาภา ยวงสร้อย , คุณปทิตตา  ยวงสร้อยและพี่พล(คนขับรถ)

     มื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 ทางผู้เขียนและเพื่อนร่วมทริปทั้งหมด 7 ท่านรวมคนขับรถ (พี่เสก พี่แอน พี่หนึ่ง พี่ตุลย์  ไหน นิดา พี่พล)ได้มีโอกาสเดินทางไปที่อำเภอเวียงแหง โดยได้รับคำเชิญจากลูกชายอดีตนายอำเภอเวียงแหง โดยพวกเราคาดหวังว่าจะได้ไปสัมผัสธรรมชาติที่สดชื่น และ บรรยากาศของหน้าหนาวที่ยังหลงเหลืออยู่ที่ยอดดอย  พอเข้าเขตรู้สึกเย็นสบายสดชื่น บอกไม่ถูก เราถึงจุดหมายกันประมาณ 6 โมงเย็น และพักค้างคืนที่นั่น

                        เช้าวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 อากาศสดชื่นมาก ทั้งยังมีหมอกลงที่หน้าบ้าน เต็มไปหมด พอตื่นทำภารกิจส่วนตัวกันครบทุกคนแล้ว อดีตนายอำเภอเวียงแหง ว่าที่ร้อยตรี อดิศวร นันทชัยพันธ์ ได้ออกปากชวนพวกเราไปเที่ยวรอบ ๆอำเภอ  พวกเราตื่นเต้นดีใจกันใหญ่

                        รถตู้ได้ออกมากจากบ้าน เพียงไม่กี่นาทีเราก็เจอหมู่บ้าน ชุมชน และ ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งถ้าเราไม่เดินทางต่อเราก็จะไม่รู้เลยว่าท่ามกลางป่าเขายังมีเมืองซ่อนอยู่  ที่แรกที่อดีตนายอำเภอพาเราไปคือ  มาระชีนะเจดีย์

                            

                                                                                                                                                            

เป็นเจดีย์ ซึ่งภายประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และ รูปฝาพนังประวัติพระพุทธเจ้า และพระเวสสันดร ซึ่งติดกับชายแดนพม่า และมีจุดผ่านแดนอยู่บริเวณดังกล่าวแต่ได้ปิดลงหลังจากเกิดเหตุปะทะกันเมื่อประมาณปี 2545 ที่บริเวณดังกล่าวมีพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งพระพักตร์หันไปทางประเทศพม่า พวกเราได้กราบพระองค์ท่าน ผู้เขียนก็พูดขึ้นว่า “ในที่สุดก็ตามหามาจนเจอ” ไม่รู้ว่าพูดทำไมเหมือนกัน พอพูดจบแจกันทองเหลืองโบราณหน้าบรมรูปก็ล้มลง ทุกคนก็มองหน้ากัน ผู้เขียนก็ไปจับแจกันตั้งขึ้น ถ้าดูจากรูปจะเห็นแจกันหนักมากไม่น่าจะล้มง่าย และในบริเวณนั้นก็ไม่มีลมพัดที่แรงมากจนทำให้แจกันล้ม นี่เป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์แรกที่เราเจอ จากนั้นอดีตนายอำเภอก็พาเราขึ้นรถต่อไปยังพระธาตุแสนไห

 

                                                                    

 

ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวเวียงแหง อดีตท่านนายอำเภอเล่าว่า เป็นเรื่องเล่าแต่โบราณ ว่าสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองนี้แล้วพระทนต์บิ่น ชาวบ้านจึงสร้างพระธาตุครอบพระทนต์ไว้ภายในซึ่งสวยงามมาก

นอกจากนี้ยังได้มีเรื่องเล่าว่าองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงมาพักทัพที่บริเวณดังกล่าว และทรงปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ด้วย  พวกเราได้เดินดูบริเวณรอบ ๆ เห็นอิฐศิลา

                                                                          

 

สมัยโบราณ และบริเวณด้านหน้าพระธาตุลานกว้าง ซึ่งเท่าที่ศึกษาดูสถานที่แบบนี้จะเรียกว่าทุ่งดอกแก้ว ตามที่มีบางทางเขียนไว้ในนานาทัศนะ นอกจากนั้นยังมีคันดินที่ขุดตั้งแต่สมัยโบราณ มีต้นไผ่ขึ้น เป็นแนว บริเวณด้านข้างพระธาตุมีพระบรมรูปประดิษฐานไว้ หลังจากไหว้พระธาตุเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนได้ไปจุดธูปเพื่อไหว้พระบรมรูป 3 ดอก จุดเท่าไหร่ก็จุดไม่ติด ก็เลยเปลี่ยนใจไหว้ดีมืออย่างเดียวดีกว่า แต่พบหันไปทางธูป 3 ดอกที่วางไว้ก็เห็นควันธูป ซึ่งติด แต่ดอกเดียว นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์เรื่องที่สอง ผู้เขียนก็นำขึ้นมาไหว้พระองค์ท่าน

 

                                                                                                

                        ต่อจากนั้นเราได้เดินทางไปดูพระมาลาที่ใช้เวลาตามหามานาน ที่พิพิธภัณฑ์ ระหว่างทางอดีตท่านนายอำเภอได้ชี้ให้เราดูพื้นที่โล่ง พื้นที่หนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่สวรรคตของพระองค์ท่าน

                                                                                               

 

ซึ่งถ้าจะศึกษาจริง ๆ คงต้องใช้เวลามาหาหลักฐานบริเวณดังกล่าว จากบริเวณดังกล่าวไม่นานเราก็มาถึง พอถึงทุกคนก็กรูกันเข้าไปดูพระมาลา ยืนชะเง้อชะแง้กันยกใหญ่ พระมาลาสวยมากแม้จะมีสภาพที่เก่าจากกาลเวลาแต่ก็รู้ได้โดยทันทีว่าไม่ใช่ของคนธรรมดาสามัญชนแน่นอน  ท่านนายอำเภอต้องบอกให้นั่งลงถวายความเคารพก่อนจึงได้นั่งลงกัน และท่านยังบอกอีกว่าถ้าใครจะถ่ายรูปให้ขอพระองค์ท่านก่อน ซึ่งพี่แอนที่ไปด้วยกันก็ขอพระองค์ท่าน พอถ่ายรูปพระมาลาเสร็จก็เอารูปมาดูทุกคนก็อึ้งเพราะรูปพระมาลาที่ถ่ายได้นั้นใส ชัดเจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น ซึ่งตามปกติแล้วถ้ามีกระจกกั้นจะถ่ายได้ไม่ชัด และรูปต่อ ๆ มาที่ไม่ได้ขอก็ไม่สามารถถ่ายได้ชัดอีก นี่เป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่สามที่เราเจอ

 

   

 

                                                             อดีตท่านนายอำเภอบอกว่าท่าน ให้พวกเราเอาไปแจกกันและเก็บไว้เพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อไหว้เสร็จเราก้เดินดูพระธาตุด้านข้างองค์พระธาตุมีรูปยักษ์อยู่บริเวณรอบ ๆ ตาถมึงทึงดูน่าเกรงขามที่แปลก กว่านั้นก็คือรอบ ๆ พระธาตุจะมีต้นมะละกอขึ้นอยู่ด้านหน้า พอเงยหน้าดูดีๆ จะเห็นว่ากิ่งก้านใบ มีลักษณะคล้ายฉัตรไม่เหมือนมะละกอทั่วไป 

 

จากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถเพื่อจะไปสถานที่ต่อไปตอนขึ้นรถแล้วน้องสาวผู้เขียนเล่าให้ฟังทีหลังว่ามีอะไรบางอย่างตกลงบนหลังคารถได้ยินเสียง แล้วก็แตกกระจาย พอมองออกไปด้านนอกก็ไม่ได้มีกิ่งไม้หรือสิ่งไดตกลงมา รถเคลื่อนออกมาช้า แต่พอถึงประตูทางเข้าซึ่งต่างระดับกันไม่เกิน 20 เซนติเมตรรถขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่ได้ ล้อรถฟรี ทั้งที่รถยนต์ยังขึ้นได้ แต่นี่เป็นรถตู้ที่มีแรงขับเคลื่อนมากกว่า  พี่สาวผู้เขียนจึงหันหน้าไปไหว้พระบรมรูปแล้วบอกว่าจะกลับมาใหม่  ทันใดนั้นรถก็ขึ้นได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่สี่ที่เราเจอ จากนั้นเราก็ไปต่อยังสถานที่ประดิษฐานพระบรมรูปอีกที่หนึ่งที่นี่มีรูปจำลองของพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ด้วยแล้วนิ้วชี้ไปที่พระองค์ท่าน เสมือนมีนัยว่าเป็นองค์ ๆ เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีรูปช้างทรงจำลองด้วย คือพระยาไชยานุภาพและพระยาปราบไตรจักร ซึ่งเหมือนช้างจริง มาก ๆ

พวกเราได้เดินทางกลับในตอนเย็นและมืดระหว่างทางลงเขา ในรถทุกคนก็พูดคุยเฮฮากันมาอย่างสนุกสนานตลอดทาง จนมาถึงช่วงหนึ่งพี่แอนกับอดีตท่านนายอำเภอได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่องสถานที่สวรรคตและเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทั้งวันที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้  พี่สาวผู้เขียนก็ตอบมาจากด้านหลังรถตอนแรกเสียงไม่ดังทุกคนก็นั่งฟังต่อไป จากนั้นเสียงตอบก็ดังขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเสียงที่ตะโกนออกมาจากลำคอ มีพลังซึ่งเสียงพี่สาวผู้เขียนไม่ใช่อย่างนี้แน่ ๆ ผู้เขียนก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่พี่สาว และขณะนั้นทุกคนในรถอึ้งเงียบไปหมด รารู้แล้วว่าคนที่พูดนั้นเป็นองค์สมเด็จพระนเรศวร ท่านแทนตัวเองทุกคำพูดว่า ข้า “ข้าป่วยที่นี่  ข้าทรมาน ไปประกาศให้โลกรู้ว่าข้าป่วยที่นี่  เอารูปไปแจกรูปที่มีแสง ”  มาถึงตอนนี้พวกเราหมดคำถามทันที ความรู้สึกตอนนั้นคือสงสารพระองค์ท่าน และอยากช่วย เพราะทั้งชีวิตของพระองค์ท่านทำเพื่อแผ่นดินไทย ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพียงไร พวกเราย่อมรับรู้กันดีจากประวัติศาสตร์ แต่จะทำอย่างไรดี แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อ ให้ไปทำบุญและรับปากว่าจะทำตามรวมทั้งให้กลับมาที่นี่อีก พวกเราทุกคนก็รับปากโดยไม่ลังเล แล้วพระองค์ท่านก็เสด็จกลับ พวกเราจึงรีบถามพี่สาวว่าเป็นอย่างไรบ้าน เขาบอกว่ารู้ตัวตลอดเวลาแต่เหมือนเป็นตัวเล็ก ๆอยู่ในตัวเอง  นี่เป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ห้า ที่เราเจอ ซึ่งท่านที่อ่านมาตลอดแล้วยังไม่เคยไปที่เวียงแหง ก็อาจคิดว่าผู้เขียนเพ้อเจ้อหรือเปล่านี่ ดังนั้นถ้าท่านยังมีข้อสงสัย เราอยากให้ท่านได้ลองแวะเป็นเยี่ยมเยียนเวียงแหง แล้วท่านจะประทับใจและได้รับคำตอบทั้งหมดด้วยตัวท่านเอง ส่วนท่านที่เคยไปมาแล้วและเจอเหตุการณ์ มหัศจรรย์อย่างที่พวกเราเจอก็คงไม่มีข้อกังขาใด ๆ

ดังนั้น จากประสบการณ์ของพวกเรา 7 คน พอจะสรุปได้ดังนี้

                        1. พระนเรศวรมหาราช    ประชวรและสวรรคตที่เมืองแหง

                        2. พระองค์ท่านยังอยู่   อยากให้คนไทยรำลึกถึงท่านรวมทั้งทหารหาญที่ออกรบที่นั่น                         
                                     3. เราต้องรักสามัคคีกันเพราะบรรพบุรุษเราต้องเหนื่อยอยากแค่ไหนกว่าที่ไทยจะเป็นไทได้ในวันนี้

                 4. ทำบุญ ทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลให้พระองค์และทหาร  การที่ให้พวกเราไปทำบุญนั้น วิเคราะห์ได้ว่าพระองค์ท่านยังทรงเป็นห่วงเหล่าทหารของพระองค์ที่ไปร่วมรบและอยากให้ทำบุญให้วีรบุรุษเหล่านั้น...