"เชิญชม ภาพถ่ายดาวเทียม เมืองโบราณ "เมืองกื้ด" "เมืองคอง" "เมืองแหง" "เมืองนาย" "ท่าผาแดง".....ที่ MENU แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม..""""""ภาพถ่ายทางอากาศ.ชุด ..สายน้ำแม่แตง.ที่ MENU ประมวลภาพ..........บทเพลง"ใจถึงเมืองนาย"ที่ MENU นานาทัศนะ......เส้นทางเดินทัพ เชียงใหม่ -เวียงแหง-พม่า ".ที่ Menu 'งานวิจัยเส้นทางเดินทัพ.......

หน้าแรก
วัตถุประสงค์
พระราชประวัติ
การสงคราม
มุมมองชาวต่างชาติ
ประเด็นพื้นที่สวรรคต
เมืองไทยหรือพม่า
หลักฐานเมืองแหง
หลักฐานเมืองหาง
นานาทัศนะ


หมายเหตุจาก อ.เวียงแหง เชียงใหม่ <<

     อำเภอเวียงแหงมีชื่อเดิมว่า "เมืองแหง"เป็นเมืองโบราณมาแต่ครั้งสมัย ราชวงศ์มังราย ปกครองอาณาจักรล้านนา(พ.ศ.๑๘๓๙ - ๒๑๐๑) ลักษณะพิเศษของทำเลที่ตั้งตัวเมือง ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบตอนต้นของแม่น้ำแตงซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาใหญ่ของแม่น้ำปิง และตัวเมืองวางตัวอยู่ในหุบเขาแนวเหนือ-ใต้จนถึงชายแดนไทย-พม่า อีกทั้งร่องของเทือกเขายังคงทอดตัวยาวไปในแนวเดียวกันไปทางทิศเหนือเป็นระยะทางประมาณ ๖๐ กิโลเมตร จรดแม่น้ำสาละวิน ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ เคยใช้เป็นเส้นแบ่งเขตพรมแดนระหว่างไทย กับพม่า ณ ท่าข้ามแม่น้ำแห่งนี้ ปรากฎชื่อ " ท่าผาแดง" ในคัมภีร์ล้านนา จารึกในใบลาน คัดลอกสืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคน บันทึกว่า ...

      ..ประมาณ พ.ศ.๒๑๐๑ พระเจ้าบุเรงนอง กรีฑาทัพ ๑๙ เจ้าฟ้า ยกพล ๙๐,๐๐๐ คน มายึดเมืองเชียงใหม่ โดยมีรับสั่งให้ยกทัพไปทาง
"เมืองนาย" และข้ามแม่น้ำ้สาละวิน ที่ "ท่าผาแดง" เมื่อข้ามท่าเสร็จแล้ว รับสั่งให้แบ่งออกเป็น ๓ กองทัพ (ประมาณกองทัพละ ๓๐,๐๐๐ คน)ทัพที่ ๑ ไปทางเมืองปาย(อ.ปาย)สู่เชียงใหม่ ทัพที่ ๒ ไปทางเมืองแหง(อ.เวียงแหง)ล่องตามสายน้ำแม่แตงสู่เชียงใหม่ ทัพที่ ๓ ไปทางเมืองเชียงดาว(อ.เชียงดาว)ล่องตามสายน้ำ้ปิงสู่เชียงใหม่ โดยรับสั่งคาดคั้นสำทับว่า ให้ ๓ กองทัพ เดินทางมาบรรจบสนธิกำลังที่เมืองเชียงใหม่ ในวันเดียวกันให้จงได้ หากแม่ทัพคนใด เคลื่อนทัพมาไม่ทันทัพอื่น ให้ตัดศีรษะแม่ทัพคนนั้น แล้วให้เสียบศีรษะประจานตรงเกาะ กลางแม่นำ้สาละวิน(ท่าผาแดง) ทั้ง ๓ กองทัพก็เดินทางมาถึงเมืองเชียงใหม่ในวันเดียวกัน และวางกำลังเข้าโอบล้อมเมืองเชียงใหม่ นาน ๓ วัน

         และแล้วอาณาจักรล้านนานพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ที่ดำรงความเกรียงไกรมายาวนานกว่า ๒๖๐ ปีจนได้รับการรับรองจากจักรพรรดิ์แห่งราชสำนักจีนว่า..ให้ต่าวล่านนา(ท้าวล้านนา)เป็นใหญ่รองลงมาจากจักรพรรดิ์จีน มีแสนยานุภาพทางทหารเกรียงไกรระดับ "เจ้าพลล้าน" ซึ่งหมายถึงมีแสนยานุภาพทางทหารมากมายมหาศาลนับหนึ่งล้านคน และให้ "ต่าวล่านนา" ว่ากล่าวตักเตือนและใช้กำลังทหารปราบปราบ กษัตริย์เมืองต่างๆที่ไม่อยู่ในโอวาท ตั้งแต่เหนือจรดใต้ และตะวันออกจรดตะวันตก....

    
     อาณาจักรล้านนาแตกล่มสลายตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าบุเรงนอง และผู้สืบทอดราชบัลลังก์ อย่างยาวนาน กว่า ๒๐๐ ปีเศษ(พ.ศ.๒๑๐๑ - ๒๓๑๗) ...
 
      "ท่าผาแดง"กับ"เมืองแหง"มีความสัมพันธ์กันจนแยกไม่ออก จากสมัย"พระเจ้าบุเรงนอง" มายังสมัย"สมเด็จพระนเรศวรฯ"ต่อด้วยสมัย "สมัยรัชกาลที่ ๓"และสมัยรัชกาลที่ ๕"แม้กระทั่งจนถึงสมัยปัจจุบัน..

                        

 

                                                  

  "เส้นทางเดินทัพตามสายน้ำแม่แตง"

             คลิ๊กที่นี่เพื่อดู  VDO


.        
 นสมัยรัชกาลที่๕ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่"เมืองแหง"แต่กระทบกระเทือนถึงการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาอำนาจอังกฤษที่ปกครองพม่าในขณะนั้นดังเอกสารสำคัญเรื่องเมืองแหงวิวาทเมืองปาย ร.ศ.๑๑๔  ดังนี้

                            เมืองแหงวิวาทเมืองปาย ร.ศ.๑๑๔   (พ.ศ.๒๔๓๘)
                                                                                                                                         เรียบเรียงโดย ชัยยง  ไชยศรี

ความนำ             
“เมืองแหง”(อำเภอเวียงแหง  เชียงใหม่)...
 ฯลฯ
เมืองแหงในสมัยรัชกาลที่ ๕
              
 เมืองแหงยังคงความสำคัญมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ในฐานะเมืองชายแดนของราชอาณาจักรสยาม ที่ตกอยู่ในเป้าสายตาของนักล่าอาณานิคมอังกฤษซึ่งได้พม่าเป็นเมืองขึ้น พร้อมกันนั้นอังกฤษดำเนินกุศโลบายสำคัญเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น หวังมัดพระทัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

พระเจ้าอินทรวิชยานนท์

ให้มีใจโอนเอียงเข้าหาอังกฤษ โดยในนามของพระราชินีแห่งอังกฤษขอองค์พระราชธิดาเจ้าดารารัศมีไปเป็นราชธิดาบุญธรรม แต่ในขณะเดียวกันรัชกาลที่ ๕ ทรงขอพระราชธิดาเจ้าดารารัศมีไปยังกรุงเทพฯ และเป็นพระราชชายารัชกาลที่ ๕ ในกาลต่อมา
 
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

                เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองแหง นับว่าสำคัญยิ่งต่อการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยและรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองพม่าในขณะนั้น จนเรื่องราวทั้งหมดต้องรายงานถึงสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และทูลเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ทรงวินิจฉัย ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ดังหลักฐานสำคัญบันทึกในไมโครฟิล์ม ณ กองจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่อง เมืองแหงวิวาทกับเมืองปาย ซึ่งมีมากถึง ๘๓ หน้า เป็นลายมือเขียนเจ้าเมืองปาย (พระยาดำรงค์ราชสีมา), เจ้าเมืองแหง (แสนธาณินทร์พิทักษ์), พระยารองกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่ (นายน้อยบัวรวงษ์), ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย กรมทหารเมืองนครเชียงใหม่ (เจ้าราชวงษ์), ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง (พระยาทรงสุรเดช), เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ), เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรราชเลขานุการในรัชการที่ ๕ (พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์), และลายพระหัตถ์ทรงวินิจฉัยของรัชกาลที่ ๕
 
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

                นับได้ว่าเอกสารหลักฐานชั้นต้นนี้ อธิบายถึงความสำคัญของเมืองแหงในฐานะเมืองชายแดนที่ส่งผลต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย ผู้เขียนขอขอบคุณ

  
ดร.อนุชาต  ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
ผู้อำนวยการกองเศรษฐสังคมและสิ่งแวดล้อม กฟผ.
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี
                
ดร..อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ที่กรุณาประสานกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯและมอบสำเนาเอกสารที่ถ่ายจากไมโครฟิล์มมาให้แก่ผู้เขียน ซึ่งประมวลเรียบเรียง เมืองแหงวิวาทกับเมืองปาย ได้ดังนี้

                ....ในสมัยรัชกาลที่ ๕  พ.ศ. ๒๔๓๘ (ร.ศ. ๑๑๔ หรือ จ.ศ. ๑๒๕๗) พระยาดำรงค์ราชสีมา เจ้าเมืองปาย(อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน) มีหนังสือถึงเจ้าราชวงษ์ ผู้สำเร็จราชการนครเชียงใหม่ โดยได้กล่าวหา แสนธาณินทรพิทักษ์ เจ้าเมืองแหง ในประเด็นแรกว่าส้องสุมและนำโจรผู้ร้ายจากเมืองแหงมาปล้นสะดมภ์ในเมืองปาย โจรถูกยิงตาย  ๒ คนบริเวณบ้านเจ้าเมืองปาย และถูกจับเป็น ๓ คน สอบสวนให้การว่าเป็นข้าใช้ในเรือนเจ้าเมืองแหงพร้อมกับให้การพาดพิงว่า เจ้าเมืองแหงเป็นผู้สั่งมาปล้นเมืองปาย และประเด็นสำคัญกล่าวหาว่าเจ้าเมืองแหงก่อการกบฏ โดยไปเกลี้ยกล่อม “เมืองนาย” “เมืองปั่น” “เมืองปุ” “เมืองเชียงทอง”(อยู่ในเขตรัฐฉานใต้ พม่า) เข้ามาตีเอาเมืองปาย ังปรากฏ รายละเอียดในหนังสือเจ้าเมืองปาย ดังนี้ ...(คัดลอกตามต้นฉบับ และโปรดเข้าใจว่าในสมัยเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน การเขียนภาษาไทย การสะกดชื่อ คำ ฯลฯ ยังไม่เป็นแบบแผนเดียวกันเท่าใดนัก เช่นชื่อบุคคลบางท่านเขียน"แสนธาณินทร์พิทักษ์" บางท่านเขียน"แสนธาณินทรพิทักษ" หรือ"แสนทานินพิทักษ"หรือแสนทานิน"หรือบางท่านเขียน"เปน"บางท่านเขียน"เป็น"ฯลฯ อนึ่งข้อความในวงเล็บ(.......) เป็นของผู้เรียบเรียงเพื่อขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
 

                                                                      เขียน ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔
                ข้าพเจ้าพระยาดำรงค์ราชสีมา "ผู้ว่าราชการเมืองปาย" ปฏิบัตินมัศการกราบเรียน"องค์เป็นเจ้าอยู่หัวเจ้าราชวงษ"์ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทย ทหารเมืองนครเชียงใหม่

                ณ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ ข้าพเจ้าได้จับยับเอาพวกคนใช้ "ปู่เมอุก พ่อเมืองแหง" ปล่อยมาฟังร้ายดีใน"เมืองปาย"นี้ ๓ คนด้วยกัน ผู้ ๑ ชื่ออ้ายพุด ผู้๑ ชื่ออ้ายคำ ผู้หนึ่งชื่ออ้ายยี่ ......ด้วยตัวอ้ายสามคนที่"พ่อเมืองแหง"ใช้มานั้น ข้าพเจ้าได้จับเอาตัวอ้ายสามคนนั้นใส่เหล็กไว้ใน "เมืองปาย" นี้แล้ว ครั้นข้าพเจ้าจึงถามอ้ายสามคนด้วยราย"เมืองแหง"เป็นขโมยนั้นอ้ายพุด อ้ายคำ อ้ายยี่ จึงให้การว่า ณ วันที่ ๖ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔  "ปู่เมอุก ผู้เป็นพ่อเมืองแหง" ได้บังคับ "ปู่เถิกซะเป็นแก่" "ปู่แย" แลราษฎรในเมืองแหงคนรวม๓๐ คนซ้ำบังคับให้"ปู่จองมองเป็นแก่"คุมพวกคนนักเลงนอกเขตรเมืองแหงนั้นรวมคน ๓๐ คน พวกนักเลงกับพวกคนเมืองแหงสมรวมสองรายเป็นคน ๖๐ คน นี้ยกออกไปตั้งกองทัพลวงเอาฆ่าคนท"ี่เมืองแพนปู" พวกเมืองแหงว่าอย่างนี้ ให้ปู่เถิกซะกับปู่จองมองผู้เป็นแก่สองแก่ยกเอาคน ๖๐ คน มายัง"เมืองแพลน" ครั้นเข้ามาอยู่เมืองแพลนแล้วนั้นพวกบ้านเมืองเป็นความเดือดร้อน "แพลนห้วยป่ามุง" "แม่ละนายางไม้แดง" ซ้ำพากันมารวมเป็นขะโมย รวมทั้งมวนประมาณจะมีสัก ๑๐๐ คนเสศอยู่ ครั้นมาตี"เมืองปาย" บ่อแตกบ่อป่าย บ่อหนีแล้วขะโมย เมืองแหงจึงแตกตื่นป่ายหนีกลับคืนมาแผวเมืองแหงคืนที่เก่า ขะโมยพวกเมืองแหงแผวคืนเมืองแล้วนั้นเขาพากันมาจับภ่อดูคนตายถูกปืน มีโป่คำลายหนึ่งกับโป่คำไสสองคนเท่านั้นแล้ว เ็ห็นตายอยู่ริมหัวบ้านพระยาดำรงค์ เขาพูดกันว่าดังนี้ ตั้งแต่เขามาตีเมืองปายแล้วนี้ โป่สุก กับโป่จองมองก็บ่อหันแล้ว เขาว่ามันไปเชียงใหม่ ได้ยินเขาพูดกันว่าอย่างนี้แล้ว "พวกบ้านเมืองแพลน" "เมืองน้อย"บ้านห้วยป่ามุง"ก็หนีคืนเมือหา"ปู่เมอุก พ่อเมืองแหงๆ" มีอาญาให้คนทั้งหลายคนเก่าคนแก่แม่หญิงลูกอ่อนไปอยู่"บ้านสันป่าแปลกยาว" นั้นเสียคนหนุ่มทั้งหลายก็พากันเกิ๊ดที่ทางปล่อง "ทางปล่องห้วยหก" ปู่น้อยแสนเป็นแก่ไปเกิ๊ดเฝ้าอยู่คนสัก ๑๐ คนเสศ ทาง"ปล่องสันกำแพง" หื้อปู่กองยาติโกลวด ไปอยู่เฝ้าคน ๑๐ เศษ ทาง"ปล่องน้ำ้้บ่อหมาเลีย" นั้นหื้อโป่กำแลกเป็นแก่ไปเกิ๊ดเฝ้าอยู่ท่า(ถ้า)เห็นคน"เมืองปาย" ฟันตายนั้นเสี้ยง(ให้หมด) อย่าให้ลุกสักคน ในเวียงหื้อโป่แยคุมพวกคนนักเลง ๔๐ คน อยู่เฝ้าได้ยินเสียงปืนออกตำบลใด หื้อออกรับตำบลนั้น พ่อเมืองแหง เกณฑ์คนกันไว้อยู่อย่างนี้แล้วเดี๋ยวนี้แล้ว
        ข้อ ๒ ข้าพเจ้าอ้ายพุด อ้ายคำ อ้ายยี่  รู้จักนั้นมีคนของปู่อำนาจจะเล ส่างยี "เมืองนาย"นั้น ๒๕ คน   กับปู่เถิกซะเมืองแหง ๑ โป่จาง ๑ โป่มอง ๑ ปู่น้อยสวน ๑ ปู่เมยาแม่หองจู ๑ ปู่กันณะผีเถื่อน ๑ อ้ายคำคนในเรือนพ่อเมืองแหง ๑ อ้ายพุดคนในเรือนพ่อเมืองแหง ๑ อ้ายกันณะหลานพ่อเมืองแหง ๑ อ้ายจิณ ๑ อ้ายซางทุน ๑ อ้ายอ๋อ ๑ ตังแกลาย ๑ สลอบตัน ๑ จองเคื่อง ๑  บัวสุ ๑ บัวคำใส ๑ บ้านหนองน้อย ๑ คนที่ข้าพเจ้าสามคนรู้จักเท่านี้

ข้อ ๓ "ปู่เมอุกพ่อเมืองแหง"มีอาญาบอกกล่าวให้"พวกแย" พวกเมืองแหงแล"พวกคนนักเลง"ทั้งหลายว่าเรารอฟัง"ขุนทอน"ลงไปเชียงใหม่กลับคืนมาก่อน ถ้าว่าเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ยังจะมาตีรบทำลายหื้อเราอยู่เป็นแน่นั้นเราดีรีบเร็วไป"ตีเมืองปาย เมืองคอง เมืองงาย"ก่อน เจ้านายบ่อมาแผวเตื้อนี้ก็จะตีหื้อทันก่อน  กองทัพเชียงใหม่ ปู่เมอุกว่าอย่างนี้ อีกข้อหนึ่งถ้าเจ้านายเชียงใหม่ยกทัพขึ้นมาเมืองปายแล้ว แลเจ้านายยังบ่อยกทัพเลิกกลับคืนเมือแล้วนั้นเราค่อยยกทัพเราเมืองแหงไปตีเมืองปายหื้อจงได้ ครั้นบ่อได้บ่อยอมปู่เมอุกพ่อเมืองแหงว่าอย่างนี้  อีกข้อหนึ่งปู่เมอุก พ่อเมืองแหงว่าเรารอฟัง "พวกคนนักเลง" "เมืองตะวันตกจะอยู่แถม ๒๐๐ นั้นแผวมาเราก่อน ครั้นคนพวกนั้นแผวเราแล้วจะตีจะรบเมืองใดก็เป็นที่ลองใจเรานั้น"     ปู่เมอุกพ่อเมืองแหงว่าอย่างนี้หื้อพวกคนทั้งหลายอยู่ อีกข้อหนึ่งตุลาการเฒ่าแก่เมืองปายซ้ำถามอ้ายพุด อ้ายคำ อ้ายยี่นั้นว่า "เมืองคอง" ก่อนนั้นดู ขะโมยที่ไหนไปตี อ้ายพุดจึงให้การว่าขะโมยเมืองแหงไปตีดังเก่า โดยเมืองคองนั้นปู่เมอุกพ่อเมืองแหง มาบังคับใช้หื้อปู่จองมองเป็นแก่คุมพวกนักเลง ๓๐ คนไปตี ครั้นปู่จองมองออกจากเมืองแหงไปตามพ่อเมืองแหงบังคับนั้นแล้ว พ่อเมืองแหงมีหนังสือหื้อปู่เติกกับอ้ายตาเอาหนังสือไปส่งหื้อเมืองคองว่าเราได้ยินข่าว"ขะโมยคนแอ๋"ลงมาตามเมืองคองนี้ หื้อเมืองคองได้ตระเตรียมไว้กลัวเสียเปรียบแก่ ผู้ร้าย หนังสือตอบส่งข่าวว่าดังนี้ ครั้นหนังสือถึงตะวันแลงนี้ ครั้นมืดสลุ้ม"ขะโมยก็เข้าตีเมืองคองแล้วซ้ำเลยลงไปตีบ้านป้อมแม่เดิมปูนตา" ข้าพเจ้าอ้ายพุด  อ้ายคำ อ้ายยี่ รู้เห็นนั้นเสี้ยงคำให้การมีเท่านี้ ข้าพเจ้า อ้ายพุด อ้ายคำ อ้ายยี่ จึงลงลายมือให้ตุลาการเมืองปายไว้เป็นสำคัญต่อพ่อตังแกน้อยจองใจ ๑ จองลาย ๑ จองคำ ๑ พกากณกอ ๑ จุมมู น้อยลิน คงคำให้การไว้  (ลายนิ้วมือ)อ้ายคำ อ้ายยี่ อ้ายพุด
                                   
    
                                                                      เมืองคอง

ข้อ ๑ แถมเมื่อคนเมืองแหงมาตีเมืองปายนั้น"ปู่อำนาจจะเล ""เมืองนาย" ก็มีอยู่เมืองแหงนั้นนอนที่เรือน"ตังแกลาย "คนปู่อำนาจมีปู่ตาเสือ ๑ น้อยคำ ๑ ยังลงมาตีเมืองปายอยู่ ครั้นหมู่เมืองแหงแตกป่ายแผวเมืองแหงแล้วสามวันปู่อำนาจจึงยกออกจากเมืองแหงปิ๊กเมือ ข้อ ๑ แถมศักราช ๑๒๕๖ ภอเดือนสี่เงี้ยว"ปู่แสนคนเมืองนาย"เอาเงิน (๑๕๐๐) แถบมาหาปู่เมอุกหาซื้อช้าง ปู่เมอุกก็ได้ซื้อช้างทางเมืองเชียงใหม่สองตัว ผู้ ๑ แม่ ๑    ซ้ำปี๊กคืนมาอยู่ที่ปู่เมอุกพ่อเมืองแหงดังเก่า แล้วปู่เมอุกซ้ำบังคับขุนปัน ๑ ปันนียะ ๑ กับคนหนูโมสองคน    บ่อรู้จักชื่อที่ส่งถึงเจ้าฟ้าเมืองนาย แล้วเจ้าฟ้าเมืองนายหื้อเงินเขา ๔ คน ๔๐๐ แถบแล้ว "เจ้าฟ้าเมืองนาย"ซ้ำหื้อเงินมาที่ปู่แสนแถมเป็นเงิน ๕๐๐ แถบ ปู่แสนซ้ำปิ้กเข้าที่ปู่เมอุกพ่อเมืองแหงแถม ปู่แสนก็เอาเงินมาเล่นลวงเสียปักตก ปู่แสนนั้นก็มีอยู่ในเมืองแหงรวมคน ๓ คน ปู่แสน ๑ ปู่ยี่ ๑ ปู่แสง ๑ คนสามคนนี้เขาพูดว่า ครั้นบ่อได้คืนเงิน ๕๐๐ แถบนี้บอเมือได้ เช่นได้คืนเงิน ๕๐๐ แถบนี้คืนจึงจะเมือได้เขาพูดว่าอย่างนี้ เวลามาตีเมืองปายนั้นเขาก็มาต่อยเพื่อนอยู่ อ้ายพุดแจ้งความให้การแถมเท่านี้.

    เจ้าราชวงษ์ (ต่อมาคือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘)ผู้สำเร็จราชการนครเชียงใหม่(เจ้าหลวงเชียงใหม่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ชราภาพมากแล้ว และสิ้นพระชนม์ใน ๒ ปีต่อมา)

เจ้าราชวงษ์ ผู้สำเร็จราชการนครเชียงใหม่

จึงรายงานเรื่องนี้ถึง พระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง(ล้านนา)พร้อมกับประชุมเจ้านาย ๖ ตำแหน่ง และสั่งให้นายน้อยบัววงษ์ พระยารองกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่คุมกองทหารเดินทางไปยังเมืองปาย ตัดเข้า"เมืองน้อย" สู่เมืองแหง โดยเดินทางออกจากเชียงใหม่วันที่  ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๓๘ แวะนอนพักที่"ข่วงสิงห์" ๓ คืนเพื่อรอกำลังพลและช้าง

        
"
ข่วงสิงห์"เป็นสถานที่ประชุมทัพเชียงใหม่ เพื่อการออกศึกสงคราม โดยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ ห่างจากประตูช้างเผือกประมาณ๒ กิโลเมตร ปัจุบันอยู่บริเวณเหนือวัดข่วงสิงห์

จากนั้นเดินทางผ่านแม่ริมตัดเข้าตามสายน้ำแม่ริม ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๓๘ ได้หยุดพักนอน ๒ คืนที่"วัดหนองปลามัน" ต.ห้วยทราย อ.แม่ริม


                       
                                     วัดหนองปลามัน


"หนองปลามัน"หนองน้ำ้สาธารณะ ที่มาของชื่อหมู่บ้าน


แล้วเดินทางผ่านตำบลสะลวง อ.แม่ริม ลัดเลาะตามสายน้ำแม่ฮาว เข้าสู่เขตตำบลสันป่ายาง อ.แม่แตง ณ วันที่ ๒๔พฤษภาคม ๒๔๓๘ หยุดพักนอน"วัดสบเปิง" ต.สบเปิง อ.แม่แตง

วัดสบเปิง

ณ วัดสบเปิงได้สั่งให้แคว่น(กำนัน)บ้านช้าง นำตัวอ้ายซาวราษฎรบ้านช้างที่ขุนทอนลูกเขยพ่อเมืองแหงมานอนค้างคืนระหว่างเดินทางจากเมืองแหงไปยังเชียงใหม่ มาสอบปากคำ โดยนายน้อยบัววงษ์รายงานต่อพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง ดังนี้

                                                                                                             
                                           ที่พักวัดสบเปิง
                                                                 วันที่ ๒๖ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

               
ข้าพเจ้านาย น้อยบัวรวงษ์ พระยารองกรมมหาดไทย เมืองนครเชียงใหม่ กราบเรียนมายังท่านเจ้าคุณพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียงทราบด้วยวันที่ ๑๙ พฤษภาคม  ร.ศ.๑๑๔ ข้าพเจ้าได้กราบลา ยกจากเมืองนครเชียงใหม่ ไปพักคอยเอาช้าง เอาคนที่ข่วงสิงห์ ๓ คืน ถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ ข้าพเจ้า ยกจากข่วงสิงห์ ไปพักรอช้างที่วัดหนองปามัน(หนองปลามัน)อีก ๒ คืน ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคมร.ศ.๑๑๔ ยกจากวัดหนอง(หนองปลามัน)ไปพักวัดสบเปิง ครั้นเวลาพลบค่ำ พระยากาวิมณตรี คนในกองข้าพเจ้า พาปู่จ่าก่า เปนชาติเงี้ยว(ไทใหญ่)มาแจ้งความกับข้าพเจ้าว่าจะเป็นวันที่เท่าใดจำมิได้ ในเดือนพฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ นี้ ปู่จ่าก่า ไปซื้อกระบือ(ที่)บ้านช้าง ไปพบชาวบ้านแลพวกลูกค้าพูดกันว่า ขุนธรณ์ ลูกเขยแสนธานินทร์พิทักษ์ เมืองแหง กับพวกเพื่อน ๕-๖ คน ด้วยกัน ลุกจากเมืองแหง(ออกจากเมืองแหง)ลงมาทางบ้านช้าง(ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง) มาแวะที่บ้านอ้ายซาวแล้วจะเลยเข้าไปเฝ้าเจ้าจอมที่เมืองนครเชียงใหม่  ปู่จ่าก่าได้ทราบความเช่นนั้นแล้ว ปู่จ่าก่าก็เลยเข้าไปถามอ้ายซาวๆ บอกกับปู่จ่าก่าว่า ลงมาบ้านอ้ายซาวจริง ว่าฉะนี้ เปนเนื้อความหลายข้อ แจ้งตามความให้การปู่จ่าก่า ที่ข้าพเจ้าได้คัดสอดซองมานี้แล้ว



วัดบ้านช้าง
               
(๒) ข้าพเจ้ารู้ได้ไม่ไว้ใจแก่ราชการจะเท็จจริงประการใดไม่แจ้ง ข้าพเจ้าจึงได้มีหนังสือ ไปถึงแสนใจ แคว้น(แคว่นหรือกำนัน)บ้านช้าง  ให้แสนใจนำเอาตัวอ้ายซาว มาหาข้าพเจ้าที่วัดสบเปิง ถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ เวลาบ่ายโมง แสนใจก็พาเอาตัวอ้ายซาวมาถึงวัดสบเปิง ข้าพเจ้าสั่งให้พระยา กาวี ถามอ้ายซาวๆให้ถ้อยคำถูกต้องกันกับปู่จ่าก่าตามที่ข้าพเจ้าได้คัดปากคำอ้ายซาวสอดซองมาด้วยนี้แล้ว การที่ข้าพเจ้ากราบเรียนมานี้เพราะได้ทราบความกับคนบอกเล่าว่า ขุนธรณ์คนนี้ เป็นคนสำคัญฉลาดแลเปนคนรู้จักการที่ตื้นฤก(ลึก)หนักเบาอยู่ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเกรงว่าขุนธรณ์คนนี้จะเทธุบายแอบลงเหงี่ยงฟัง ด้วยเหตุการร้ายดีประการใดไม่แจ้ง
          (๓) กำหนดข้าพเจ้าจะยกจากวัดสบเปิงไปในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ นี้เปนแน่ การทั้งนี้จะควรประการใดแล้วแต่จะโปรด หนังสือฉบับนี้ได้บอกมาที่เจ้าคุณฉบับหนึ่งใจความต้องกัน

                                                                                   (เซน)     นายน้อยบัววงษ์
จากนั้นในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ นายน้อยบัววงษ์จึงออกเดินทางจากวัดสบเปิงไปถึงเมืองปายในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๘


เมืองปาย(อำเภอปาย  จ. แม่ฮ่องสอน)



(สำเนา ที่ ๑๒๕๙๑ รับวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๑๑๔
  ที่ ๓/๑๖)

                                                            
ที่ว่าการกองทัพเมืองปาย
                                                        วันที่ ๗ มิถุนายน รัตนโกสินศก ๑๑๔
               ข้าพเจ้านายน้อยบัววงษ์กราบเรียนมายังท่านพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง

ด้วยวันที่ ๒ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ ข้าพเจ้าได้ใช้
อ้ายละขมุ ขึ้นไปสืบสวนดูเหตุการร้ายดีที่เมืองแหงอ้ายละ
ออกจากเมืองปาย ไปได้ ๔ คืน ถึงวันที่ ๖ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔  อ้ายละกลับเข้ามาแจ้งความให้ข้าพเจ้าว่า อ้ายละได้ขึ้นไปถึงบ้านห้วยเหมี้ยง(เมี่ยง หรือใบชา) แขวงเมืองแหง สืบได้ความกับยาง(กระเหรี่ยง)ว่า เมื่อท้องเดือนแปดเชียงใหม่  ุนธรณ์ ลูกเขยแสนธานินทรพิทักษ์ ลงไปเมืองนครเชียงใหม่ ไปถึงบ้านแม่คะจาน(บ้านแม่ขะจาน ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง) แขวงเมืองนครเชียงใหม่ ขุนธรณ์ได้ทราบข่าวว่า พระยาดำรง พ่อเมืองปาย ฟ้องกล่าวโทษพ่อเมืองแหงว่า  คบคิดเข้าด้วยผู้ร้ายเข้ามาปล้นตีเมืองปาย แล้วเจ้านายเมืองนครเชียงใหม่ จะยกกำลังขึ้นมาช่วยเมืองปาย  ว่าประการนี้ แล้วขุนธรณ์กลับเอาความรายนี้มาบอกเล่า กับแสนธานินทรๆ มีความเกรงกลัว จึงได้อพยพครอบครัว ราษฎรในเมืองแหงออกไปอยู่ ที่ กิ่วก๊อ แล้วแสนธานินทรมีหนังสือเข้าไปไหว้ษาเจ้านายเมืองนครเชียงใหม่อยู่ ถ้าเจ้านายเมืองนครเชียงใหม่จะให้อยู่เมืองแหงต่อไปก็จะกลับเข้ามาอยู่เมืองแหงตามเดิม ถ้าไม่ให้อยู่แล้ว ก็จะหนีไปอยู่บ้านเมืองอื่นๆ ว่าประการนี้ แต่ในเมืองแหงเวลานี้ มีขุนธรณ์ลูกเขยแสนธานินทร ๑ ขุนบัน หลานแสนธานินทร ๑ คุมกำลังฉกรรจ์ประมาณ ๒๐ เสศ(๒๐ คนเศษ) อยู่รักษาเมืองแหง คอยฟังเหตุการร้ายดีกับมีความหลายประการแจ้งอยู่ในคำให้การ อ้ายละ ที่ได้สอดซองมาให้ทราบด้วยแล้ว
        (๑) การครั้งนี้ข้าพเจ้ามาตรึกตรองดูความในข้อ ๑๔ แห่งคำสั่ง และเหตุการที่อ้ายละมาแจ้งความนั้น จำจะต้องเตรียมกำลังให้พอควร แก่เหตุการ ยกขึ้นไปจัดการตามคำสั่ง เมื่อข้าพเจ้ายกขึ้นไปแล้ว ก็จะได้พิเคราะห์ดูเหตุการต่อไป เมื่อได้รู้เหตุการอีกประการใด ข้าพเจ้าจะบอกเหตุการเข้ามา และจะได้คิดจัดการให้ถูกต้อง ตามคำสั่งต่อภายหลัง
        (๒)ข้าพเจ้าได้มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมแสนธานินทรพ่อเมืองแหงฉบับ ๑ ได้คัดสำเนามานี้ด้วยแล้ว
        (๓)ด้วยผู้คนราษฎรในเมืองปาย ที่ได้ความตื่นแตกใจนั้น ครั้นข้าพเจ้าไปถึงแล้วก็ได้บอกกล่าวชี้แจง กับราษฎรบ้านเมืองได้เข้าใจ เวลานี้ราษฎรก็ค่อยพากัน ได้ตั้งใจอยู่ทำมาหากินเปนปรกติอยู่ตามเดิมแล้ว
        (๔)กำหนดข้าพเจ้าจะออกจากเมืองปายไปเมืองแหง ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ นี้เป็นแน่
                                                                     ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
                                                                        (เซน) น้อยบัววงษ


                                                                                           


                                                                        
ที่ว่าการกองทัพเมืองปาย
                                                               
วันที่ ๗ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๔
                                    มีท่านเจ้าน้อยบัววงษ แม่ทัพใหญ่ นายน้อยขันแก้ว พระยากาวิมลตรี นั่งพร้อมที่ว่าการกองทัพเมืองปาย  ได้ซักถามปากคำอ้ายละ เอาความจริงไปตามกฎหมาย  ข้าพเจ้าอ้ายละ เปนชาติขมุ อายุ ๔๐ ปี ข้าพเจ้าเปนคนทำมาหากินทำไร่ อยู่เมืองน้อยแขวงเมืองแหง

                (๑)เดิมเมื่อ ณ วันเดือน ๙ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ศักราช ๑๒๕๗ ท่านเจ้าน้อยบัวรวงษ แม่ทัพใหญ่ได้แต่งให้ใช้ ข้าพเจ้าขึ้นไปสืบสวนเหตุการร้ายดีที่เมืองแหง ข้าพเจ้าออกจากเมืองปายไปวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๙  ไปถึงเมืองน้อยแขวงเมืองแหง  พักอยู่เมืองน้อยคืน ๑ ครั้นรุ่งขึ้นแจ้งแล้ว ข้าพเจ้าก็ยกออกจาก เมืองน้อยไปถึงบ้านห้วยเหมี้ยงแขวงเมืองแหง ถ้าจะออกจากบ้านห้วยเหมี้ยงไปเมืองแหง ไกลประมาณ ๖ ชั่วโมง ข้าพเจ้าก็หยุดพักอยู่ที่บ้านห้วยเหมี้ยง บวกกับข้าพเจ้าว่าตัวแสนธานินทรพิทักษก็อพยบครอบครัวราษฎรหนีออกจากเมืองแหง ไปอยู่ที่กิ่วก๊อ มีคนครัวติดตามไปประมาณ ๑๒๐ ครัวเสศ



กิ่วก๊อ หรือ ช่องหลักแต่ง


ราษฎรเมืองแหงที่แตกตื่นออกจากเมืองแหง เข้าไปเมืองหางประมาณ ๖๐ หลังเรือนเสศ

เมืองหาง(รัฐฉาน-พม่า)
ทุกวันนี้มีแต่ขุนธรณ ลูกเขยร้อยสาม(แสนธานินทร์พิทักษ์)
  ขุนเปนหลานร้อยสาม กับ ก้างโป่  ๓ คนนี้ คุมคนล่ำฉกรรจ์ รั้งแคงฟังเหตุการร้ายดี อยู่ในเมืองแหง ประมาณคนล่ำฉกรรจ์ ๒๐ เสศ ทันใดวันเดียวนั้น ข้าพเจ้าถามปู่หลวงเคือ กับสล่าผีเถื่อน ว่าเหตุใดเขาถึงได้หนีทิ้งละบ้านเมือง เสียฉะนี้ ปู่หลวงเคือกับสล่าผีเถื่อน บอกให้ข้าพเจ้าว่าเมื่อท้องเดือน ๘ ขุนทรลูกเขยร้อยสาม ลงไปที่เมืองนครเชียงใหม่ ไปถึงบ้านแม่คะจาน(บ้านแม่ขะจาน ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง)แขวงเมืองนครเชียงใหม่ ได้รู้ทั่วว่าว่าเจ้าฟ้าเมืองปาย ไปขายเจ้าฟ้าเมืองแหง ต่อเจ้าจอมเมืองนครเชียงใหม่ ว่าเจ้าฟ้าเมืองแหงลงมาโจรเมืองปาย แล้วเจ้าจอมเมืองนครเชียงใหม่ ยกทัพขึ้นมาเมืองปาย สองตน ขุนทรรู้การเปนฉะนี้แล้ว ก็เลยกลับคืนมาบอกเล่าให้ร้อยสาม ครั้นร้อยสามรู้ ร้อยสามก็ร้องเอา ราษฎรบ้านเมืองหนีออก ไปฟังเหตุการอยู่ที่กิ่วก่อ  บัดนี้ร้อยสามมีหนังสือจ้างยาง(กระเหรี่ยง) บ้านห้วยเหมี้ยง เอาหนังสือลงไปส่งเมืองคอง ให้เมืองคองได้ส่งลงไปถึงเมืองนครเชียงใหม่ อยู่ท่า(ถ้า) เจ้าจอมเมืองนครเชียงใหม่ มีหนังสือตอบมาว่ายังจะให้อยู่ให้กินเมืองแหงอยู่นั้น ก็จะกลับเข้ามาอยู่เมืองแหงเหมือนเก่า ถ้าเจ้าจอมยังจะให้ป่าย ให้หนีนั้น ก็จะได้หนีออกบ้านออกเมืองไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเสีย ตามคำปู่หลวงเคือกับสล่าผีเถื่อน บอกให้ข้าพเจ้าว่าประการนี้ แล้วข้าพเจ้าว่าจะคิดขึ้นไปเมืองแหงต่อไปหรือ ก็มีความกลัวอยู่ จึงพักอยู่ที่บ้านห้วยเหมี้ยงได้สองคืน ข้าพเจ้าก็กลับลงมาเสียเปนความสัตจริง สิ้นคำให้การข้าพเจ้าแต่เท่านี้
 
วัดบ้านแม่ขะจาน

                                                                                  ที่ว่าการกองทัพเมืองปาย
                                         วันที่ ๘ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

                           
  
เราเจ้าน้อยบัวรวงษที่ ๒ กรมมหาดไทย เมืองนครเชียงใหม ซึ่งออกมาจัดการเมืองปาย เมืองแหง มาถึงแสนธานินพิทักษ พ่อเมืองแหง ได้แจ้ง ด้วยองค์เปนเจ้าพระเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าคุณพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียงแลตนเปนเจ้าๆราชวงษ ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทยทหารเมืองนครเชียงใหม่ มีรับสั่งโปรดเกล้าฯให้เราออกมาจัดการสืบสวนโจรผู้ร้ายครั้งนี้ นั้น เพราะได้ทราบข่าวว่า มีโจรผู้ร้ายเที่ยวซ่อนซุ่ม เปนหมวดเปนกองกันเข้ามาตีปล้นคุบชิงเอาทรัพย์สิ่งของๆชาวบ้านชาวเมือง ปลายพระราชอาณาเขตรอยู่เนืองๆ พวกราษฎรชาวเมืองพากันได้ความร้อนเปนอันมาก เพราะฉะนั้นจึงจะให้เราออกมาตรวจดูด่าน ทางเข้าออกไปมาแล้วช่วยชี้แจง การที่จะรักษาราชการบ้านเมืองป้องกันโจรผู้ร้ายให้พ่อเมืองกรมการได้เข้าใจจงเลอียด เหตุฉะนี้เราเปนเจ้าหวังใจว่า จัดแจงการที่เมือง(ปาย)เรียบร้อยแล้ว จะได้รีบยกขึ้นมาจัดแจงการเมืองแหงต่อไป ครั้นมาบัดนี้ได้ทราบความว่าแสนธานินพิทักษได้ยินคนมาจุหลอก เล่าว่า เจ้าจอมเมืองนครเชียงใหม่ ยกขึ้นมาครั้งนี้ เพราะเชื่อถือเอาคำคนบอกเล่ากล่าวโทษแสนธานินพิทักษว่าคบคิดเปนใจเข้าด้วยผู้ร้าย แสนธานินพิทักษมีความกลัวจึงได้พาเอาลูกเมียผู้คนราษฎรในเมืองแหง อพยพหลบตัวหนีไปอยู่กิ่วก๊อว่าประการนี้ จะเท็จจริงประการใดไม่แจ้ง การที่เรายกมาครั้งนี้ หาเปนเหมือนเช่นความคนมาจุหลอกกับแสนธานินทร์ไม่  ถ้าแสนธานินยังได้หลงใจไปด้วยความคนมาจุหลอก แลได้หนีออกไปอยู่กิ่วก๊อจริง เหมือนเช่นความเล่านั้น ก็ให้แสนธานินได้พาเอาลูกเมียผู้คนราษฎร เข้ามาอยู่ในเมืองแหงตามเดิม ไม่ควรจะเปนคนขี่กลาด(ขี้ขลาด)หูเบา เก็บเอาความคนจุหลอกบอกเล่ามาเปนขะติ(คติ)ของตนเช่นนั้นเลย พาให้ราษฎรได้ความหวาดหวั่นตกใจ เปนที่ขาดประโยชน์แห่งราษฎรจะได้คิดตั้งทำมาหากินเลี้ยงชีวิตสืบไป ตัวแสนธานินทร์ก็อย่าได้มีความตื่นตกใจแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรให้ถือเอาว่า ตัวแสนธานินทร์เล่าเจ้านายก็เห็นเปนผู้ดีแลเปนที่ไว้วางใจแห่งเจ้านายได้แล้ว จึงได้ชุบเลี้ยงตั้งขึ้นเปนแสนธานินทร์จนได้มาเปนพ่อเมืองแหง ที่ไหนเจ้านายจะเปนคนหูเบามักง่ายนับเชื่อถือความคนบอกเล่าเช่นนั้นได้ หัวเมืองขึ้นเมืองนครเชียงใหม่ก็ไม่ใช่จำเภาะ(จำเพาะ) มีแต่เมืองแหง เมืองเดียวเมื่อใด ถ้าเจ้านายผู้ใหญ่จะนับเชื่อถือเอาความคนบอกเล่าแลมิได้ชำระไต่สวนให้เห็นเท็จแลจริงแล้ว จะมาถือเอาพ่อเมืองเปนผิดเช่นนี้ พวกพ่อเมืองขึ้นทั้งปวงก็จะเปนที่ถือเอาเยี่ยงอย่าง แลที่ไหนจะเปนที่ไว้วางใจกับเจ้านายผู้ใหญ่ได้ท่านผู้เปนใหญ่คงจะเข้าใจเปนดังนี้โดยมากยิ่งกว่าเราเพราะฉะนั้นให้แสนธานินทร์ได้รีบเข้ามาแจ้งเหตุการต่อเราเสียโดยเร็วเราจะไม่ให้มีความผิดร้ายกับแสนธานินทร์แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด  กำหนดเราเปนเจ้าจะยกขึ้นมาจัดการเมืองแหง ในเดือน๙ ลง(แรม) ๖ ค่ำ นี้เปนแน่ ให้แสนธานินทร์ได้ลงมาคอยรับเราที่”เมืองน้อย”ในเดือน ๙ ลง ๗ ค่ำนี้ให้จงได้ ถ้าแสนธานินทร์ยังไม่เชื่อฟังความในหนังสือเราฉบับนี้ แลยังถือที่จิตร(จิต)คิดมานะคะด้างแขงต่อเจ้านายของตน ไม่เข้ามาแจ้งเหตุการเสียโดยดีนั้นก็เปนเหตุที่เจ้านายจะถือเอาว่า แสนธานินทร์ เปนคนคิดขบถไม่ซื่อสัจสุจริตต่อเจ้านายของตนได้ การที่เราชี้แจงมานี้อย่าให้แสนธานินทร์ได้มีความสงไสยแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อไป

                                                                               ประทับตรามาเปนสำคัญ
       
เมื่อถึงเมืองปายได้สอบสวนปากคำเจ้าเมืองปายและกรมการเมืองรวมทั้ง ๓ นักโทษที่เจ้าเมืองปายจับไว้ ๓ คนจากนั้นวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๓๘ จึงเดินทางออกจากเมืองปายและถึงเมืองน้อยในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๓๘ หยุดพักนอนหลายวันเพื่อรอดูเหตุการณ์ในเมืองแหง

เมืองน้อย

                                                                                                          ที่พักเมืองน้อย
                                                                                                                          วันที่ ๑๙ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

                            เราเจ้าบัวรวงษที่สองกรมมหาดไทย เมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งออกจัดการเมืองแหง เมืองปาย มาถึงแสนธาณินทร์พิทักษพ่อเมืองแหง
                          ด้วยครั้งก่อนเราได้มีหนังสือ..(อักษรลบเลือน..)มาถึงแสนธาณินทร์ฉบับ ๑ ว่าให้แสนธาณินทร์พาเอาลูกเมียผู้คนที่อพยบครอบครัวตามแสนธานินทร์ไปอยู่กิ่วก๊อนั้น กลับเข้ามาอยู่บ้านช่องในบ้านในเมืองแหงตามเดิม
  แล้วให้ตัวแสนธาณินทร์ได้ลงไปคอยรับเราอยู่ที่เมืองน้อย ตามกำหนดแจ้งตามหนังสือฉบับครั้งก่อนนั้นแล้ว ครั้นเรายกมาถึงเมืองน้อย วันเดือน ๙ เชียงใหม่ แรม ๑๐ ค่ำ ได้พบก้างสุนันทะ ขุนปั่น แก่มีชื่อหลายคน บอกว่าแสนธานินทร์ได้จัดให้ลงมารับเราว่าประการนี้การแสนธานินทร์ได้จัดให้ก้างสุนันทะ ขุนปั่นกับเพื่อนลงไปรับเรา และเชิญเข้าไปในบ้านในเมืองด้วยสวัสดี เปนการนับถือฉันเจ้ากับข้านั้น เรามีความยินดี ชอบด้วยทางราชการอยู่แล้ว แต่เห็นว่าครั้งก่อนเราก็ได้มีหนังสือชี้แจงมาถึงแสนธานินทร์ให้ได้เข้าใจการร้ายดีโดยเลอียด(ละเอียด)แล้ว แสนธาณินทร์ก็หาได้ไปรับเรา และพาเอาผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองแหง ตามหนังสือเราไม่ ตัวแสนธาณินทร์ ก็เลยตั้งอยู่กิ่วก๊อจนท้าว(เท่า)ทุกวันนี้

                (๑) การที่แสนธาณินทร์จะเชิญเราเข้ามาในเมืองแหงก่อน เมื่อแสนธาณินทร์ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านในเมืองนี้ เราจะยกเข้ามายังไม่สมควร ผิดด้วยเยี่ยงอย่างธรรมเนียมบ้านเมืองเป็นอันมาก ต่อเมื่อได้ตัวแสนธาณินทร์ได้ยกครอบครัวลูกเมียผู้คน บ่าวไพร่เข้ามาตั้งอยู่ในบ้านในเมืองเรียบร้อยดีแล้วเมื่อใด และออกมารับต้อนเราให้สมกับเกียรติยศพระเจ้านครเชียงใหม่ เจ้าคุณข้าหลวงใหญ่และตนเปนเจ้าๆราชวงษที่ได้จัดเราออกมานี้ เมื่อใดนั้นเราจึงจะยกเข้ามาได้

                (๒) การที่แสนธาณินทร์คิดไม่ใคร่จะเข้ามาเมืองแหงได้โดยง่ายนั้นดูจะเปนที่สงไสย(สงสัย)เกรงว่าเรามาครั้งนี้จะมาทำร้ายกับบ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นเราจึงได้พร้อมกับพระยา ท้าว แสน ข้าราชการ ที่มากับเรา และก้างสุนันทะ ขุนปั่น เถ้าแก่ (เฒ่าแก่)ที่ลงไปรับเราถือน้ำพระพิพัฒสัตยาณุสัตย ต่อน่า(หน้า) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เจ้า กราบถวายบังคมลงไปต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวโดยทางซื่อสัตยทุกประการแล้ว อย่าให้แสนธาณินทร์ได้เปนที่สงไสยแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อไป

                (๓) จึงได้แต่งพระยามงคลและพวกเพื่อนแทนตัวขึ้นมาชี้แจงให้แสนธาณินทร์ได้เข้าใจโดยเลอียดต่อไปความนอกหนังสือนี้หากแจ้งมากับพระยามงคล ขุนปั่น ทุกประการ

การเดินทางสมัย ร.๕

                                                                                                                                                                                                                           ที่พักเมืองน้อย
                                                                                                                        วันที่ ๒๐ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

                ข้าพเจ้านายน้อยบัวรวงษ พระยารองกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่ กราบเรียนท่านเจ้าคุณพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่ รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง ทราบด้วยข้าพเจ้ายกจากเมืองปายไปวันที่ ๑๒ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ ได้พักรอสืบสวนข้อราชการ ไปถึงเมืองน้อยแขวงเมืองแหง วันที่ ๑๗ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ ได้มีประกาศออกร้องชาวบ้านที่แตกตื่น ให้กลับเข้ามาอยู่กินบ้านช่องแห่งไผมันตามเดิม

                (๑) ถึง ณ วันที่ ๑๘ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ แสนธาณินทร์พิทักษแต่งให้ก้างสุนันทะ น้องชายแสนธาณินทร์ ๑ ขุนปั่น หลานแสนธาณินทร์ ๑ กับเฒ่าแก่เบ่าไพร่ประมาณ ๒๐ เสศ ฟันทาง(แผ้วถางเส้นทาง)จากเมืองแหงลงมารับข้าพเจ้าที่เมืองน้อยและขอเชิญข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองแหง แต่ตัวแสนธาณินทร์ยังมีอยู่กิ่วก่อ สั่งคำ(ฝากถ้อยความ)ก้างสุนันทะ ขุนปั่น มาบอกแก่ข้าพเจ้าว่า ต่อเมื่อข้าพเจ้ายกเข้าไปถึงเมืองแหงแล้ว ตัวแสนธาณินทร์จึงจะเข้ามาเมืองแหงว่าประการนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าครั้งก่อนก็ได้มีหนังสือไปถึงแสนธาณินทร์ให้กลับเข้ามาอยู่บ้านเมืองเสียก่อน เมื่อข้าพเจ้ายังไปไม่ถึงเมืองแหงแล้วให้ตัวแสนธาณินทร์ได้มารับข้าพเจ้าที่เมืองน้อยแสนธาณินทร์ก็ยังหาเชื่อฟังตามหนังสือได้ไม่ ข้าพเจ้าตรองดูที่จะยกเข้าไปเมืองแหงทีเดียวหรือก็ยังไม่เปนที่วางใจได้ ใจแสนธาณินทร์ก็ยังเปนกลางอยู่เช่นนี้

                (๒)ข้าพเจ้าจึงได้คิดอุบายนำตัวก้างสุนันทะ ขุนปั่น เถ้าแก่มาชี้แจงพูดจาให้เข้าใจแล้วนิมนต์พระพุทธรูปและพระสงฆ์เจ้าที่วัดเมืองน้อยองค์หนึ่งมาเปนประทาน(ประธาน)แล้วพร้อมกับถือน้ำพระพิพัฒสัตยานุสัตย กราบถวายบังคมลงไปต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วข้าพเจ้าจึงแต่งหนังสือไปถึงแสนธาณินทร์อีกฉบับหนึ่ง ให้พระยามงคลในกองข้าพเจ้า ถือขึ้นไปและเลยสืบสวนเหงี่ยงฟังดูเหตุการร้ายดีที่ในเมืองแหง พร้อมด้วยขุนปั่นหลานแสนธาณินทร์ กำหนดพระยามงคล ขุนปั่น ออกจากเมืองน้อยไปวันที่ ๒๐ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ แต่ก้างสุนันทะนั้นเอาตัวไว้กับข้าพเจ้าที่เมืองน้อย คอยฟังเหตุการ   (..อักษรลบเลือน..)สมควรดียกเข้าไปในเมืองแหงได้หรือไม่ได้นั้น จะกราบเรียนมาต่อภายหลัง

                                                                        ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
                                                                                                                                               ได้ประทับตรามาเปนสำคัญ
                                                                                                                                                ได้สอดสำเนาประกาศ ๑
                                                                                                                                 สำเนาหนังสือถึงแสนธาณินทร์ ๑ รวม ๒ ฉบับ

                                                                      ............................................

                                                         สำเนาประกาศที่ ๒๐๙๗

                เราเจ้าบัวรวงษที่สองกรมมหาดไทย เมืองนครเชียงใหม่ซึ่งได้รับอาชญาพระองค์เปนเจ้าพระเจ้านครเชียงใหม่ ท่านเจ้าคุณพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง และตนเปนเจ้าๆราชวงษ ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทย ทหารเมืองนครเชียงใหม่ ออกมาจัดราชการหัวเมืองปลายพระราชอาณาเขตร ให้ทราบทั่วกัน มีข้อความดังจะว่าต่อไปนี้

                (๑) ด้วยพระองค์เปนเจ้าพระเจ้านครเชียงใหม่ และท่านเจ้าคุณข้าหลวงใหญ่ และตนเปนเจ้าๆราชวงษ ทุกวันนี้มีความเมตตา กรุณาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เปนอันมากได้ตั้งใจคอยปกครองระงับทุกข์บำรุงศุขของราษฎรอยู่เสมอ ทุกวันนี้มิได้ขาด บัดนี้ได้ทราบว่ามีพวกโจรคนร้ายเปนหมวดเปนกองกันเที่ยวกระทำโจระกรรมแก่ชาวบ้านชาวเมืองปลายพระราชอาณาเขตรเปนที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความลำบากเดือดร้อนอยู่เนืองๆ เพราะฉนั้นจึงได้จัดเราออกมาช่วยชี้แจงการให้พ่อเมืองกรมการได้เข้าใจการที่จะรักษาและบ้านเมืองปราบปรามโจรคนร้ายเสี้ยนหนามแผ่นดินให้สงบเรียบร้อยให้ราษฎรชาวบ้านชาวเมืองได้อยู่เย็นเปนศุขต่อไป

                (๒)การที่เราได้ยกออกมานี้บได้คิดประสงค์ที่จะให้ราษฎรชาวบ้านชาวเมืองได้ความเดือดร้อนและหาประโยชน์ใส่ตัวเราเองหรือกดขี่ข่มเหงหญิงลาวชาวบ้านชาวเมือง เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งเงินทองของชาวบ้านชาวเมือง มาเปนอาณาประโยชน์ของตน แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ได้ตั้งใจออกมาทำราชการโดยความซื่อสัตยสุจริตคิดจะให้สมแห่งความประสงค์เจ้าจอมของตน ที่ได้จัดให้ออกมาและได้ยึดเดชพระบาระมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปกเกล้าฯ เปนที่ตั้งแต่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นอย่าให้ท่านทั้งหลายทั้งปวง ได้มีความหวาดหวั่นเปนที่สงไสยแตกตื่นไปแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้มาอยู่ทำมาหากินโดยปรกติเรียบร้อยตามเดิม

                (๓)ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดนำความเทจไม่จริงมาจุหลอกบอกเล่าให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงได้สดุ้งตกใจ และได้หนีทิ้งบ้านช่องหอเรือนเรือกสวนของตนเสียนั้น ก็ให้ภากันกลับคืนเข้ามาอยู่กินบ้านช่องหอเรือนแห่งไผมันเสียตามเดิม อย่าได้มีความเกรงกลัวแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด

                (๔)เราได้มีอาชญากำชับลูกบ่าวชาวไพร่ซึ่งติดตามเรามาครั้งนี้นั้นไม่ให้คนหนึ่งคนใดไปเที่ยวกินพวนกวนกิ่วต้นตอหอเรือนเรือกสวนของราษฎร แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเปนอันขาด

                (๕) ขอท่านทั้งหลายทั้งปวงได้คิดตั้งใจเปนคนทำมาหากินโดยทางซื่อสัตยสุจริตคิดกระตัญญูจงรักภักดีแก่เจ้าจอมของเรา ซึ่งได้ตั้งใจคอยทะณุบำรุงแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้ได้อยู่เย็นเปนศุขเสมอทุกวันนี้ให้มากๆท่านทั้งหลายก็อาจจะได้อยู่เยนเปนศุขต่อไป

                (๖) การที่เรามีประกาศมานี้ประสงค์ที่จะให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงได้อยู่เย็นเปนศุขต่อไป ไม่ได้จุหลอกแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวง แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ขอท่านทั้งหลายได้จดจำเอาคำที่เราประกาศมานี้ จงทั่วทุกคนเทอญ

                                                                                                                 ที่พักเมืองน้อย
                                                                                                                                   วันที่ ๒๐ มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๔
                                   ข้าพเจ้านายน้อยบัววงษ พระยารองกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่ กราบเรียนท่านพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง

                ด้วยข้าพเจ้าได้รับหนังสือที่ ๒/๑๓๒๗ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ ความว่าได้รับหนังสือเจ้าราชวงษฉบับหนึ่งที่ ๖/๘๙ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ ว่าได้นำส่งสำเนาหนังสือข้าพเจ้าที่มีไปถึงเจ้าราชวงษหนึ่ง ที่มีไปถึงหัวเมืองขึ้นห้าหัวเมืองหนึ่ง รวม๒ ฉบับๆหนึ่งที่ ๓/๑๕๐๐ ลงวันที่ ๕ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ ว่าด้วยตอบเรื่องคำแจ้งความอ้ายซาวปู่จ่าก่า อีกฉบับหนึ่งที่ ๔/๑๕๐๕ ลงวันที่ ๕ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๔ เปนคำสั่งว่าด้วย(ร้อยสาม) เหมือนจะเข้ามาแต่จะถือเอาเปนแน่ไม่ได้ และอย่าให้ข้าพเจ้าหลงด้วยอุบายของเงี้ยว(ไทใหญ่) นั้น รวม ๓ ฉบับเนื้อความหลายข้อ ได้ทราบความตลอดแล้ว ทุกประการ

(๑)    การที่ท่านได้คิดมีคำสั่งชี้แจงการต่างๆไปถึงข้าพเจ้าให้ตั้งใจทำราชการยึดเอาเดชพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปนที่พึ่งปกเกล้าฯนั้นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้

(๒)   การที่ข้าพเจ้าได้ออกไปทำราชการคราวนี้ก็ได้ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณตามคำสั่งไปให้เต็มสติกำลังปัญญาข้าพเจ้าถึงนั้นให้สิ้นเชิง

                                                                        ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
                                                                                                                                                                (เซน)บัววงษ
                                                                                                                                                    ประทับตรามาเปนสำคัญ

กองทัพนายน้อยบัววงษ์ เดินทางถึงเมืองแหงในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๘  พร้อมกับเกลี้ยกล่อมแสนธาณินทร์พิทักษ์ เจ้าเมืองแหง ซึ่งอยู่ในวัยชรา หลบซ่อนตัวอยู่แนวตะเข็บชายแดนบริเวณ “กิ่วก๊อ”หรือ “ช่องหลักแต่ง”ในปัจจุบัน ให้พาเอาราษฎรที่หนีไปพร้อมกับเจ้าเมืองแหง เดินทางกลับมาอยู่บ้านเรือนในเมืองแหงตามเดิม  และนายน้อยบัววงษ์ได้นำตัวแสนธาณินทร์พิทักษ์เดินทางมาถึงเมืองเชียงใหมในวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๘ เพื่อเข้าเฝ้าเจ้าราชวงษ์ ผู้สำเร็จราชการเมืองนครเชียงใหม่และเจ้านายหกตำแหน่งดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จแล้วให้ดื่มน้ำพิพัฒสัตยา จากนั้นจึงเดินทางกลับเมืองแหงเป็นเจ้าเมืองแหงตามเดิม....

                                           หนังสือของแสนธาณินทร์พิทักษ์ เจ้าเมืองแหง

(สำเนา) ที่ ๑๒๕๘๖     รับวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๔

                ข้าพเจ้าแสนหลวง พ่อเมืองแหง รับประทานมีหมายมากราบเรียนนมัศการขอได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าหอคำองค์อยู่เกล้าฯเมืองนครเชียงใหม่ แลเจ้าสิง..(อ่านไม่ออก)..ราชบุตร เจ้าท้าวพระยาสิบสองเหนือสนามขอได้ทราบทุกตน

                ด้วยกิจการบ้านเมืองที่พระยาดำรงเมืองปายก็ได้ค้าขายส่อเบากล่าวโทษข้าพเจ้า ถึงเจ้าเหนือหัวอยู่บ่แล้วบ่หายสักเตื้อ แลถ้ามีผู้ร้ายคนโจรมาลักคุยที่ตำบลในๆ(ไหนๆ) ก็หาเป็นคนเมืองแหงว่าฉันนี้ ก็ถึงมาอยู่ได้สองปีสามปีมาแล้ว ติดด้วยตัวข้าพเจ้าฤาก็เป็นข้าเก่าเนานาน แต่เมื่อเช่นพระเจ้ากาวิโลรศ ก็มีพระราชอาจญา ปง(มอบหมาย)ให้ข้าพเจ้า ได้มาตั้งแต่ริบรวมรักษาวรนารัตถประโยชน์ของแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวแต่เมื่อศักราชได้ ๑๒๑๓ ตัวก็อยู่มา ได้ ๑๕ ปีก็ได้กินสัจเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าก็บอได้คิดผิดแบบภายนอก ผิดศอกภายใน ก็บอคดเลี้ยวต่อเจ้าแผ่นดินสังสักวัน  สืบมาถึงองค์อยู่เกล้าฯได้ขึ้นเป็นเจ้าครอบครองอำในกายขันธ์ทั้ง๕ แห่งข้าพเจ้านั้นแล้ว เจ้าอยู่หัวก็ได้ชุบเลี้ยงโปรดให้ ข้าพเจ้าได้ขึ้นมารักษาราชการหื้อมันกว้างศอกออกวา ว่าฉันนี้ ข้าพเจ้าก็ได้อยู่มาได้ ๑๑ ปี แลสติสัจจาเจ้าอยู่หัวก็มีในห้องในบุญข้าพเจ้าแล้ว แต่ข้าพเจ้าจะมีใจคดเลี้ยวต่อพระเจ้าอยู่หัว แลจะไปเปนโจรขโมยกับบ้านกับเมืองก็หาบอมี การที่ว่าขโมยผู้ร้ายนั้นเปรียบว่า “ข้า”หากมีทุกบ้าน “ข้าหาร”(ทหาร) มีทุกเมือง แต่ไปที่ใดๆก็ดี พาหนเมืองปายก็ปว่ยแยงหนังสือลงมาขายหน้าข้าพเจ้า ถึงเจ้าจอมทุกปีทุกเดือนแล้วคิดเปนทัพศึก แลว่าข้าพเจ้าเมืองแหงจะลงไปรบที่เจ้าเมืองปายที่แต้ก็หากเป็นข้าเจ้าเดียวเจ้าหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ทั้งมวน(มวล)เหมือนกัน  ถ้าว่ามาตีมันป่าย(ผ่าย)ทางเมืองปายแต้มันก็สังมีหนังสือ ๓/๗ ถ้าบ่อบอกหื้อข้าพเจ้าได้รู้ควรดีช่วยกันเสาะหา แต่จะเป็นผู้ร้ายในบ้านใดเมืองใด  มันไปทางใดก็ล้างภอมาบอกฮื้อข้าพเจ้าได้รู้ แต่ว่าเกิดมีในเมืองแหงก็ดี ก็ควรจะได้ปฤกษาช่วยกันตอบก็ดีได้พร้อมกันทั้งสองก่อน  ถ้าเพื่อนไปเยียะไปชิงคุยที่ไหน ก็ว่าเป็นโจรขโมยเมืองแหง ถ้าจะมาเขี้ยว(เคี่ยว)น้ำเอาตัวแต่ก็บอได้ปอยแปงหนังสือ มาไหว้ษา อยู่บอขาดวันหนึ่ง พระข้าเจ้าไปค้าในเมืองปายมันก็จับยับเอา แล้วเฆี่ยนตีผูกมัด ว่าเพื่อนเปนขโมย ว่าฉันนี้ โดยพระยาดำรงมากล่าวโทษข้าพเจ้านั้นเจ้าอยู่เกล้าฯก็หาได้มีหนังสืออาจญามาเรียกเอาตัวข้าพเจ้ามาถามไม่แต่เจ้าอยู่เกล้าฯ ก็ฟังคำคืนคำขายพระยาดำรงมาฉ้อ ฉนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายเปนท้าวแก่ก็ที่วันยั่นกลัวเสียแล้ว เหตุคำก็ดี ภอดีไหว้ษาอยู่ก็บ่อได้ไหว้ษาเสียแล้ว  แลถึงที่ภออยู่บก ได้กินบ่อได้ จะกวาก็บ่อได้ ไปก็บ่อได้ เพราะความมีบ่อได้ไหว้ษา เหตุเจ้าจอมก็บ่อได้ถามเสียแล้ว จึงได้พาเอาลูกน้องพ้องปาย หนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ห้วย อยู่เหมือง อยู่แล้ว พึงดีอยู่พึงดีไปนั้น ก็ขอเจ้าอยู่หัวพอมีบุญได้โปรดข้าพเจ้า จะได้มานมัศการใต้ฝ่าพระบาท  ควรประการใดสุดแล้วแต่จะโปรด        ๑๒๕๗ ตัว

 

      หนังสือเจ้าราชวงษ์ ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทยกรมทหารเมืองนครเชียงใหม่

(สำเนาที่ ๑๒๕๘๗ รับวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๔)

                                                                ที่ว่าการกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่
                                                                                                 วันที่ ๔ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๔
                         หนังสือเราตนเป็นเจ้า เจ้าราชวงษ์ ซึ่งสำเร็จราชการกรมมหาดไทย กรมทหาร เมืองนครเชียงใหม่ ถึงแสนธานินทรพิทักษพ่อเมืองแหง ได้แจ้ง อยู่มาวันเดือนเก้า เชียงใหม่ ออก ๑๑ ค่ำ ศักราช ๑๒๕๗ ตัว ได้รับหนังสือของแสนธานินทรพิทักษฉบับหนึ่ง ลงวันเดือนเก้าขึ้น ๓ ค่ำศักราช ๑๒๕๗ ความว่า พระยาดำรงราชสีมาเมืองปาย กล่าวโทษแสนธานินทรพิทักษ หลายครั้งหลายหน แลโจรขะโมยผู้ร้ายแย่งชิงเมืองปาย ก็ว่าเป็นคนเมืองแหง พระยาดำรงก็ไม่ได้มีหนังสือบอกไปถึงเราให้รู้ แต่ขะโมยโจรผู้ร้ายเข้าตีตำบลใดก็ว่าเป็นคนเมืองแหง กล่าวโทษข้าพเจ้า เข้าไปถึงเจ้าจอมผู้ใหญ่ ในเมืองนครเชียงใหม่เจ้าจอมก็ไม่มีหนังสือไปเรียกร้อง ข้าพเจ้าเข้ามาทวงถาม ข้าพเจ้าจึงพาเอาลูกน้องป้องปาย(ปล้องปลาย) หนีเข้าไปลี้ซ่อนตัวอยู่ห้วย อยู่หนอง จะให้มาอยู่ก็ดี ไม่ให้คนไปอยู่ก็ดี สุดแล้วแต่เจ้าจอมจะมีบุญและโปรดว่าประการนี้ เราเป็นเจ้าก็ได้แจ้งตามท้องหนังสือของแสนธานินทรพิทักษทุกประการแล้ว เราเป็นเจ้าก็ได้นำหนังสือแสนธานินทรพิทักษฉบับหนึ่ง ขึ้นไหว้ษากราบทูลพระองค์เป็นเจ้าอยู่เกล้าอยู่หัวและท่านพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงซึ่งรักษาราชการที่เมืองนครเชียงใหม่ทราบทุกประการแล้ว มีรับสั่งว่า ด้วยการพระองค์เราได้เกณฑ์นายน้อยบัววงษ คุมเอากำลังขึ้นไปรักษาเมืองปายครั้งนี้ เพราะโจรผู้ร้ายกวนครัวหัวเมือง ปลายเขตรแดนหลายที่หลายแห่ง ก็ได้เกณฑ์ไปทุกตำบล เหตุนั้นจึงให้นายน้อยบัววงษออกไปรักษาเมืองปาย แล้วมีอาจญาสั่งกับนายน้อยบัววงษว่าให้ได้มีหนังสือชี้แจงไปยังแสนธานินทรพิทักษ ให้ได้เข้ามาเฝ้าพระองค์เราเป็นเจ้าเมืองนครเชียงใหม่อย่าได้ย้านได้กลัว จะเชื่อฟังเอาหนังสือพระยาดำรงนั้นยังไม่ได้ ตัวแสนธานินทรพิทักษไปลี้ตัวอยู่แห่งหนตำบลใด ก็ให้เอาลูกน้องป้องปายเข้ามาอยู่ที่เมืองแหง อย่าได้ย้านได้กลัว ตัวแสนธานินทรพิทักษแต่ก่อนก็ยังทำผิดยิ่งกว่านี้หลายครั้งหลายหน หนีไปแล้วกลับคืนมาอยู่เมืองแหง พระองค์เราเป็นเจ้าก็ไม่ทำโทษก็ยังตั้งขึ้น(เป็น)แสนธานินทรพิทักษ์ รักษาเมืองแหงจนถึงบัดนี้ โปรดประการนี้ แต่หนังสือเราถึงแล้วอย่าให้ได้ย้านกลัวสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้แสนธานินทรพิทักษได้พาเอาลูกน้องป้องปาย เข้ามาอยู่รักษาเมืองแหงตามเดิม แล้วให้แสนธานินทรพิทักษได้รีบเข้าไปเฝ้าเราเป็นเจ้าแล้ว เราเป็นเจ้าจะได้นำขึ้นกราบทูลไหว้ษาพระองค์เป็นเจ้าอยู่เกล้าอยู่หัว  และท่านพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงใหญ่รักษาราชการเมืองนครเชียงใหม่ บอกมาให้ได้แจ้ง.

 หนังสือของพระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณพลลาวเฉียง

 
พระยาทรงสุรเดช

สำเนา ที่ ๗๕๓๔ รับวันที่๒ มิถุนายน ร..๑๑๔        ที่ ๖/๘๒๒                   เรื่องเมืองแหงเ มืองปายรบตีกัน

                                                                   ที่ว่าการข้าหลวงใหญ่เมืองนครเชียงใหม่

                                                                       วันที่ ๘ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

                พระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑล ลาวเฉียง แจ้งความมายังมิศเตอร์ดัปลยูอาเชอร์ เอศไควไวส  กงสุลอังกฤษเมืองนครเชียงใหม

                ด้วยวันที่๖ เดือนนี้ เจ้าราชวงษ์ ส่งหนังสือพระยาดำรงราชสีห์มาผู้ว่าราชการเมืองปาย ๔ ฉบับว่าด้วยพวกแสนธาณินทร์พิทักษ์พ่อเมืองแหง มาขะโมยตีบ้านพระยาดำรงราชสีห์มาๆ ยิงตาย ๒ คน ถูกปืนมีบาดแผลไปคนหนึ่ง แลแสนธาณินทร์พิทักษ์ออกประกาศเกลี้ยกล่อมคนเมืองปั่น เมืองเชียงตอง เมืองนาย เมืองพุ จะมาตีเอาเมืองปายเก็บทรัพย์สิ่งของทั้งสิ้นความแจ้งอยู่ในหนังสือพระยาดำรงค์ราชสีห์มา ผู้ว่าราชการเมืองปายนั้นแล้ว

                การเรื่องเมืองแหงกับเมืองปายเกิดเหตุกันขึ้นนี้ ข้าพเจ้าขอแจ้งต่อท่านทราบด้วยแสนธาณินทร์พิทักษ์ พ่อเมืองแหง ซึ่งเป็นคนก่อเหตุร้ายดังกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ได้ยกไปตั้งอยู่ที่กิ่วค๊อซึ่งเป็นเขตรแดนเมืองทา ฝ่ายอังกฤษกับเมืองแหง ในฝ่ายสยามต่อกัน แสนธานินทร์พิทักษ์ก็คงจะหลบหนีเข้าไปในเขตรแขวงเมืองทา หรือเมืองอื่นๆ ในฝ่ายอังกฤษ ขอท่านได้มีหนังสือไปยังข้าหลวงอังกฤษ ณะ เมืองพม่ากำชับเมืองเหล่านี้ คือเมืองปั่น เมืองนาย เมืองเชียงตอง เมืองพุ แลอื่นๆ อย่าให้ไปคบคิดกับแสนธาณินทร์พิทักษ์พ่อเมืองแหง กระทำให้เกิดเหตุการขึ้นต่อกัน  และฝ่ายเมืองปายข้าพเจ้าจะได้จัดให้เจ้าอุตรการโกศลออกไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ถ้าได้ความประการใด ข้าพเจ้าจะแจ้งให้ท่านทราบอีกต่อไป

                                  โอกาศนี้ขอท่านรับคำแสดงความนับถือของข้าพเจ้าอย่างสูงด้วย

                                                                                       เซ็นชื่อ     ทรงสุรเดช

                                                                              ประทับตราตำแหน่งข้าหลวงใหญ่เป็นสำคัญ

(สำเนา) ที่ ๑๐๘๖๐     รับวันที่๓๐ มิถุนายน ร..๑๑๔ที่๑๒๙/๑๕๔๐          เรื่อง ส่งคำแจ้งความอ้ายซาว ปู่จ่าก่า ในเรื่องแสนธานินทรพิทักษ

                                                                      ที่ว่าการข้าหลวงใหญ่เมืองนครเชียงใหม่

                                                                    วันที่    มิถุนายน  รัตนโกสินทรศก ๑๑๔

                ข้าพระพุทธเจ้า พระยาทรงสุรเดช ข้าหลวงรักษาราชการมณฑลลาวเฉียง  บอกมายังท่านนายเวรขอได้นำกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย  ทราบฝ่าพระบาท

                ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้มีบอกกราบทูลมาฉบับหนึ่ง ที่๖๙/๑๐๔๘ ลงวันที่๑๖ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๔ ว่า ด้วยเรื่องแสนธานินทร์พิทักษ์ณเมืองปาย นั้น ถ้าการหนักหนามาจะได้จัดให้เจ้าอุตรการโกศล ยกหนุนไปช่วยอีกภายหลัง ความแจ้งอยู่ในบอกของข้าพระพุทธเจ้านั้นแล้ว

                () การเรื่องนี้ข้าพระพุทธเจ้า ได้รับหนังสือนายน้อยบัวรงวษ์  พระยารองกรมมหาดไทย ซึ่งออกไประงับการเรื่องนี้ ทิ่ ๑/๓ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ร..๑๑๔ (ส่งสำเนาคำแจ้งความอ้ายซาว ๑  ปู่จ่าก่าเงี้ยว ๑รวม ๒ ฉบับ ว่าวันที่ ๒๕พฤษภาคม ร..๑๑๔ ยกจากวัดหนอง(ปลามัน) ไปพักวัดสบเปิง ครั้นเวลาค่ำพระยากาวิมณตรีคนในกองนายน้อยบัววงษ์ พาปู่จ่าก่าเป็นชาติเงี้ยว แจ้งความกับนายน้อยบัววงษ์ว่าจะเป็นวันที่เท่าใดจำไม่ได้ เดือนพฤษภาคม ร..๑๑๔ นี้ ปู่จ่าก่าไปหาซื้อกระบือบ้านช้าง(ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง) ไปพบชาวบ้านแลลูกค้าพูดกันว่าขุนธรณ์ บุตรเขยแสนธานินทร์พิทักษ เมืองแหง กับพวกเพื่อน ๕-๖ คน มาแวะที่บ้านอ้ายซาวแล้วจะเลยมาหาพระเจ้านครเชียงใหม่ นายน้อยบัววงษ์ไม่ไว้ใจแก่ราชการ จึงได้มีหนังสือถึงแสนใจ แคว้นบ้านช้าง ให้แสนใจนำตัวอ้ายซาวมาหานายน้อยบัววงษ์ๆ ให้พระยากาวิมณตรี ถามอ้ายซาวๆ ให้ถ้อยคำต้องกันกับปู่จ่าก่า ความแจ้งอยู่ในหนังสือแลสำเนานั้นแล้ว

                (ข้าพระพุทธเจ้าได้มีหนังสือไปถึง เจ้าราชวงษ์แลนายน้อยบัววงษ์ ว่า ถ้าแสนธานินทร์พิทักษจะเข้ามาหาพระเจ้านครเชียงใหม่ ก็เป็นการดีแล้วจะเกลี้ยกล่อมไว้โดยดีไม่ให้เอาโทษอย่างใดแล้วจึงจะจัดการต่อภายหลัง

                () ครั้นต่อมาข้าพระพุทธเจ้าได้รับหนังสือเจ้าราชวงษ์ ๒ ฉบับ ๆ ที่ ๖/๔๙ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม    ..๑๑๔ ส่งสำเนาหนังสือพระยาดำรงค์ ๑ ฉบับ ว่าด้วยเรื่องแสนธานินทร์พิทักษพ่อเมืองแหง เตรียมคนในเมืองต่างๆจะรบเมืองปายให้จงได้ ข้าพระพุทธเจ้าได้มีตอบไปยังเจ้าราชวงษ์ ๒ ฉบับ ให้นำความเรื่องนี้ แจ้งต่อพระเจ้านครเชียงใหม่ให้รีบเกณฑ์คนตามหัวเมืองขึ้นไว้ให้พรักพร้อม จะได้ให้เจ้าอุตรการโกศลคุมขึ้นไปช่วยนายน้อยบัววงษ์โดยทันที ความแจ้งอยู่ในหนังสือเจ้าราชวงษ์ แลข้าพระพุทธเจ้ามีไปยังเจ้าราชวงษ์นั้นแล้ว

                () เห็นด้วยเกล้าฯว่า แสนธานินทร์พิทักษพ่อเมืองแหง เป็นชาติเงี้ยว(ไทใหญ่) วางใจไม่ได้เลย แลความอาฆาตในระหว่างพระยาดำรงค์(พกากะณะ) ก็เป็นเหตุใหญ่อยู่ ข้าพระพุทธเจ้าได้ชี้แจงการให้นายน้อยบัววงษ์ ผู้ออกไปจัดการเรื่องนี้เป็นการสำคัญ ก็ควรให้ได้ตัวแสนธานินทร์พิทักษจงได้

                () แต่ข้อที่พระยาดำรงค์พ่อเมืองปายชำระเงี้ยวพวกแสนธานินทร์พิทักษได้ความเห็นด้วยเกล้าฯว่าเป็นชั้นเชิงอุบายที่จะให้เป็นเรื่องใหญ่ทางหนึ่ง เป็นทางที่จะให้เมืองนครเชียงใหม่สะดุ้งอยู่ด้วยแสนธานินทร์พิทักษ เพื่อจะได้ลงโทษแสนธานินทร์พิทักษก็เป็นได้ทางหนึ่ง ครั้นคิดไปตามนิไสยน้ำใจของชาติเงี้ยว (ไทใหญ่) มักจะคิดรบพุ่งโดยจู่โจมแลคอยลอบทำเมื่อเผลอเลินเล่อ ดังเช่นเป็นกองโจรคนร้ายก็จะเป็นได้ จะฟังเอาแต่หนังสือพระยาดำรงค์แต่ฝ่ายเดียวก็ไม่แน่ใจได้  ด้วยเมืองปาย เมืองแหง กำลังของเมืองปายแขงแรงกว่า ประการหนึ่งนายน้อยบัววงษ์ก็เป็นคนรอบคอบได้ราชการอยู่คงไม่เสียเปรียบแก่อุบายของคนชาติเงี้ยว

                () ถึงอย่างไรก็ดีจำเป็นต้องให้เจ้าอุตรการโกศล หนุนออกไปจึงจะได้เพราะเงี้ยวกลัวคนมาก แต่ถึงจะกล้าหารเพียงใดก็จริงอยู่แต่พอจะรับรองได้

                () ข้าพระพุทเจ้าสังเกตดูเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าในเวลานี้นายน้อยบัววงษ์จะถึงเมืองปายแล้ว ถ้าหนักแน่นอย่างใด คงจะมีหนังสือบอกข้อราชการเข้ามา

                ถ้าข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบเกล้าฯในเรื่องนี้ต่อไปอย่างใด ข้าพระพุทธเจ้าจะได้มีบอกกราบทูลมาทรงทราบฝ่าพระบาทต่อครั้งหลัง

                ข้าพระพุทธเจ้าได้คัดสำเนาหนังสือต่างๆในเรื่องนี้ รวม ๑๔ ฉบับทำเป็นบาญชีสอดซองมาทูลเกล้าฯถวายทรงทราบฝ่าพระบาทด้วยแล้ว