.          .. ๒๔๓๘  สมัยรัชกาลที่ ๕ จากหลักฐานจดหมายเหตุนครเชียงใหม่
                                                    เรื่อง  "เมืองแหงวิวาทกับเมืองปาย ร
.. ๑๑๔"

            

เหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7

                                                              
                                                                                                            พระเจ้าอินทรวิชยานนท์

โดยเจ้าเมืองปาย(.ปาย  จว.แม่ฮ่องสอน)ฟ้องกล่าวโทษเจ้าเมืองแหง (.เวียงแหง จว.เชียงใหม่) ว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจรไปปล้นสดมภ์ราษฎรเมืองปายและคบคิดกับเจ้าฟ้าไทยใหญ่(ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า)นำกำลังทหารพม่าจะมารบโจมตีเมืองปาย จนเรื่องราวได้รายงานต่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และทูลเกล้าฯรัชกาลที่ 5 เพื่อทรงวินิจฉัยแก้ไขปัญหาของ “เมืองแหง”  ความดังนี้..

                                                                    ศาลาว่าการมหาดไทย

                                                                        วันที่ ๘ เดือนมิถุนายน ร..๑๑๔

ที่ ๔๒๓/๘๓๒๕

กราบทูล  พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอรพันธุ์ แทนเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรทรงทราบ

ด้วยเกล้า  ได้รับใบบอกพระยาทรงสุรเดชข้าหลวงรักษาราชการ มณฑลลาวเฉียงที่ ๕๒/๘๒๓ ลงวันที่๗ พฤษภาคม  ร..๑๑๔  ว่าเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ได้รับหนังสือพระยาดำรงราชสีมา ผู้ว่าราชการเมืองปาย  มีถึงเจ้าราชวงษ เมืองนครเชียงใหม่ ๔ ฉบับ ว่าด้วยแสนธานินทร์พิทักษ พ่อเมืองแหง มาปล้นพระยาดำรงราชสีมา ๆ กับบุตรยิงตาย ๒ คน ถูกกระสุนปืนมีบาดเจ็บคน ๑  แล้วแสนธานินทร์พิทักษ
ออกประกาศเกลี้ยกล่อม คนเมืองปั่น เมืองนาย เมืองเชียงตอง เมืองพุ จะมารบเมืองปาย แลจะเก็บริบเอาทรัพสิ่งของเสียให้สิ้น  พระยาทรงสุรเดชพร้อมด้วยเจ้านครเชียงใหม่ ได้ประชุมเจ้านายหกตำแหน่ง  จะให้เจ้าอุตรการโกศลออกไป ปราบปราม  แลพระยาทรงสุรเดชได้มีหนังสือไปยังมิศเตอรอาเชอไวศ กงสุลอังกฤษ  แสดงเหตุที่เกิดขึ้นทั้งนี้ให้ทราบ เพื่อจะไม่ให้เมืองปั่น เมืองนาย เมืองเชียงตอง เมืองพุ เข้ามาเกี่ยวข้องแก่เมืองแหง แต่การที่ได้จัดให้เจ้าอุตรการโกศล ไปปราบปราม แลมีคำสั่งให้จัดการอย่างใดในเรื่องนี้จะมีบอกมาต่อครั้งหลัง

เรื่องนี้เห็นด้วยเกล้าว่าแสนธานินทร์พิทักษเปนเจ้าเมืองแหง  ซึ่งขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่  แลเมื่อมาก่อการวุ่นวายขึ้นแล้ว หนีไปเช่นนี้  ถ้าแสนธานินทร์พิทักษอยู่ในพระราชอาณาเขตรควรจับให้ได้ ถ้าหนีไปในเขตอังกฤษแล้ว ตามที่พระยาทรงสุรเดช บอกไวศกงสุลอังกฤษให้ทราบนั้นชอบแล้ว

 เกล้า ได้มีตราตอบ ไปยังพระยาทรงสุรเดชตามที่กราบทูลมานี้ กับเกล้า ได้คัดสำเนาหนังสือพระยาทรงสุรเดช ถึงไวศกงสุลอังกฤษ ฉบับหนึ่ง ถวายมาพร้อมด้วยจดหมายนี้ แลได้แจ้งความไปยังกระทรวงต่างประเทศด้วยแล้ว

ขอฝ่าพระบาทได้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท

                        ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า

                                                       ดำรงราชานุภาพ

                                         เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

และล้นเกล้ารัชกาลที่ 5
ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า                                            

 

“  นี่เข้าแบบผู้ร้ายข้ามแดน ขอให้ส่งตัวไม่ได้ฤา

 

 

จากหลักฐานของทางราชการนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมืองแหง เป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะมีการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับชั้น จากเจ้าเมืองแหง, เจ้าเมืองปาย, พระยารองกรมมหาดไทยเมืองนครเชียงใหม่ ,ผู้สำเร็จราชการกรมมหาดไทย กรมทหารเมืองนครเชียงใหม่(เจ้าราชวงศ์),ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลลาวเฉียง(พระยาทรงสุรเดช), เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ),เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ราชเลขานุการในรัชกาลที่ 5(พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์),  และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ โดยพระองค์ได้ทรงพระราชวินิจฉัยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ณ  “เมืองแหง” ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เนื่องจากเมืองแหง เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่ล่อแหลมและเปราะบางต่อการตัดสินใจใดๆที่อาจจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอังกฤษ ซึ่งปกครองพม่าอยู่ในขณะนั้น

 

                  เอกสารอ้างอิง       กองจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัส ร.5 .58/163 เมืองแหงวิวาทเมืองปาย ร..114

                                             อ่านฉบับเต็มได้ที่     หมายเหตุจากเมืองแหง