หลักฐานจากพงศาวดารพม่า
พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วหรือมหาราชวงษ์พงศาวดารพม่าซึ่งกษัตริย์บาจีดอ โปรดให้นักปราชญ์ชำระขึ้นใน พ.ศ.2372 โดยยึดหนังสือ "มหายาซะวินซี" ที่บันทึกโดยนักปราชญ์อูกะลา(พ.ศ.2257-2281)กล่าวกันว่ามีความแม่นยำสูง ทั้งนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับจดหมายเหตุร่วมสมัยของชาวยุโรป เช่น Gasparo Balbi , Carrsare Fredericke , Faria y Sousa , Peter Floris และบันทึกของบาทหลวงคณะเจซูอิต ซึ่งเพิ่งค้นพบใหม่ เช่นเดียวกับพงศาวดารไทย ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
พงศาวดารพม่าบันทึกว่า "เมืองแหน"(เมืองแหงหรือ อ.เวียงแหง- ดูหลักฐานด้านที่มาของภาษาหรือนิรุกติศาสตร์ ในหัวข้อถัดไป)เกี่ยวข้องกับการสงครามในรอบ 200 ปีเศษ ตั้งแต่พระเจ้าบุเรงนองยกทัพเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.2101 และเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นพม่าจนถึง พ.ศ.2317 ดังนี้
ครั้งที่ 1 ในปี จ.ศ.929(พ.ศ.2110)
..ออกญาธรรมราชา(ขุนพิเรนทรเทพหรือพระมหาธรรมราชา)ซึ่งเป็นพระราชบุตรเขยของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ที่ครองเมืองพิศษณุโลกย์(พิษณุโลก) ได้มีใบบอกมากราบทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า เจ้าเมืองเลียงเชียง(ล้านช้างหรือหลวงพระบาง สปป.ลาว) ได้ยกพลมาตีเมืองพิษณุโลกเป็นอันมากครั้นพระองค์ทรงทราบ จึงทรงจัดให้เจ้าประเทศราชเงี้ยว(ไทใหญ่)คือ เมืองไน(นาย)เจ้าฟ้า 1 เมืองยินเจ้าฟ้า 1 เมืองก่องเจ้าฟ้า 1 เมืองไมเจ้าฟ้า อนุผ่องเจ้าฟ้า 1 ย่องห้วยเจ้าฟ้า 1 รวม 6 ทัพ ช้าง 600 ตัว ม้า 6,000 ตัว ทหาร 60,000 คน ครั้นทรงจัดทัพเสร็จแล้ว
มีรับสั่งให้ยกไปทาง"เมืองไน(นาย)" ครั้นกองทัพไปถึง"เมืองแหน" เป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ ฝ่ายเจ้าเมืองเลียงเชียงทรงทราบว่ากองทัพกรุงหงสาวดียกทัพมาช่วย ก็รีบถอยหนี พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบจึงมีท้องตราให้เรียก 6 กองทัพกลับ

หลังจากนั้นอีก 38 ปีต่อมาพม่าก็บันทึกเหตุการ์ืสำคัญยิ่ง...ว่า..
ครั้งที่ 2 ในปี จ.ศ.974
....ครั้นจุลศักราช 974 พระเจ้าอยุธยา พระนเรศ (สมเด็จพระนเรศวร) ทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ ยกมาทางเชียงใหม่ จะไปตี เมืองอังวะ
ครั้นเสด็จมาถึง " เมืองแหน" แขวงเมืองเชียงใหม่ ก็ทรงประชวรโดยเร็วพลัน
ก็ สวรรคต ในที่นั้น
4ภาพถ่ายจากดาวเทียมคลุมพื้นที่ตั้งแต่เชียงใหม่ ถึงเมืองปั่น(รัฐฉานใต้-พม่า)
และครั้งสุดท้าย ในปี จ.ศ.1129 (พ.ศ.2317)
....ในขณะซึ่งพญาฉาปัน(พญาจ่าบ้าน)กับพญากาวิละ ไปเข้ากับอยุธยา นั้น ฝ่ายหัวเมืองขึ้นเชียงใหม่ 57 หัวเมือง ก็กระด้างกระเดื่องแข็งเมืองขึ้นทุกๆเมือง แล้วพญาฉาปันพูดกับพญาตากแสน(พระเจ้าตากสิน)ว่า ถ้าในเวลานี้เราตีเชียงใหม่ก็จะได้โดยง่าย แล้วพญาตากแสนจัดคนประมาณ 4 - 5 หมื่น ยกมาโดยด่วน ครั้นเห็นกองทัพสีหะปะเต๊ะ(เนเมียวสีหบดี) ก็มิได้หยุด ตรงเข้าตีตลุยเข้าไป
ฝ่ายกองทัพสีหะปะเต๊ะ ทนฝีมือไม่ได้ ก็แตกหนีถอยไปยัง "เมืองแหน" และจนต้องถอยไปอยู่"เมืองนาย"
ข้อคำถาม "ถ้าหากท่านเป็นเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าผู้เจนศึก แต่ต้องมาพ่ายแพ้ในการรบ ถูกกองทัพพระเจ้าตากจู่โจมตี ขับไล่ออกจากเมืองเชียงใหม่จนต้องล่าถอยทัพแบบ"หนีตาย" กลับพม่าท่านจะเลือกใช้เส้นทางใดกลับ"เมืองนาย"พม่า ให้ไวที่สุดและถูกต่อต้านจากเมืองรายทางให้น้อยที่สุด เพื่อsave กำลังพลให้มากที่สุด ในขณะที่ทหารของท่านเสียขวัญ มีคนบาดเจ็บจากการสู้รบไปทั่ว การแบกหามทหารบาดเจ็บที่ทุลักทุเล ล่าช้า หนำซ้ำขาดแคลนเสบียงอาหารในการถอยทัพ
ก.เส้นทางสั้นสายน้ำแตงผ่านเมืองแหงที่ใช้กันมาแต่เดิมและประหยัดเวลาในการเดินเ้ท้า 2-3 วัน เมื่อเทียบกับเส้นทางสายน้ำปิง
ข.เส้นทางอ้อมและไกลตามสายน้ำปิง ที่อยู่ใกล้กับเมืองฝางประมาณ 4-6 ชั่วโมงเดินเท้า เมืองฝางเป็นเมืองใหญ่และขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ อาจใช้โอกาสนี้ตีกระหนาบซ้ำให้กองทัพท่านเสียหาย แตกร่นไม่เป้นกระบวนหนักยิ่งขึ้น อีกทั้งเส้นทางสายนี้ยังไกลกว่าสายแรก ใช้เวลาเดินเท้านานกว่าประมาณ 2 - 3 วัน
เอกสารอ้างอิง: มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า(๒๕๔๕)โรงพิมพ์พิฆเณศพริ้นติ้ง เซนเตอร์ จำกัด

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแลนด์แซต ๗ ครอบคลุมบริเวณพื้นที่ตั้งแต่เชียงใหม่ ถึง "เมืองนาย"(รัฐฉานใต้-พม่า)