พระราชประวัติ

                  หน้าแรก
                  วัตถุประสงค์
                  พระราชประวัติ
                  การสงคราม
                  มุมมองต่างชาต
                  ประเด็นพื้นที่
                          สวรรคต

                   เมืองไทยหรือพม่า
                   หลักฐานเมืองแหง
                   หลักฐานเมืองหาง
                   นานาทัศนะ

(โดยย่อ)

   
                      
      
  ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ครั้งนั้นปีพุทธศักราช 2098 ในเมืองพระพิษณุโลกสองแคว พระมหาธรรมราชา (ขุนพิเรนทรเทพ)และพระวิสุทธิ์กษัตรี (พระราชบุตรีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระสุริโยทัย) ทรงให้กำเนิดพระราชโอรส ทรงพระนามว่า

                           "พระนเรศวร"


        มีพระพี่นางสุพรรณกัลยา และพระอนุชาคือ พระเอกาทศรถ ในวัยเยาว์พระองค์ทรงใช้ชีวิต ณ เมืองพระพิษณุโลก จนพระชนมายุประมาณ 8-9 พรรษา จึงถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า อยุธยาจะไม่แข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เหมือนดังเช่นโอรส ของเจ้าเมืองต่างๆในอาณาจักรพระเจ้าบุเรงนอง..

.            

            พระราชวังจันทน์ จ.พิษณุโลก สถานที่พระราชสมภพ

       ณ กรุงหงสาวดีพระองค์ได้ศึกษาวิชายุทธศาสตร์การรบจากปรมาจารย์ในราชสำนักพระเจ้าบุเรงนอง และศาสตร์เหล่านี้พระองค์ทรงใช้ในการกอบกู้เอกราช จะเห็นเด่นชัดได้จากพระองค์ทรงเลือกใช้นโยบาย"เชิงรุก" มากกว่า"เชิงตั้งรับ"ทำให้พระองค์มีพระทัยที่เข้มแข็ง ดุดัน เด็ดขาด กล้าหาญ  ไม่เคยเกรงกลัว แม้จะตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม และในดินแดนของข้าศึก ประกอบกับความกดดันที่พระองค์ทรงได้รับในฐานะพระราชโอรสเมืองประเทศราช ทำให้พระองค์มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตหงสาวดี หรืออังวะเพื่อให้ลุ่มน้ำอิรวดี สาละวิน แม่น้ำโขง และเจ้าพระยาเป็นผืนแผ่นปฐพีเดียวกัน

       
          พระเจ้าบุเรงนอง ทรงทอดพระเนตรการฝึกซ้อมฟันดาบ
ในภาพสมเด็จพระนเรศวรฯทรงดาบกับเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าบุเรงนอง
ณ กรุงหงสาวดี(ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระวิหารวัดสุวรรณดาราม จ.อยุธยา)

     เมื่อเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้พระองค์เป็น มหาอุปราช ปกครองเมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พ.ศ.๒๑๓๓ พระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

      หลังทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี ใน พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่คิดจะกำจัดพระองค์ จึงให้พระราชโอรส ซึ่งดำรงฐานะพระมหาอุปราชจัดทัพเข้าตีกรุงศรีฯ ครั้งนั้นคือ "ศึกยุทธหัตถี"พระองค์ทรงใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จากสภาพเบี้ยล่างที่ตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก มาเป็นเบี้ยบน โดยทูลเชิญพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีแบบ "ตัวต่อตัว" และพระมหาอุปราชา แม่ทัพกรุงหงสาฯได้เข้าต่อสู้บนหลังช้างกับสมเด็จพระนเรศวรฯอย่างดุเดือดทุกกระบวนยุทธ์ และในที่สุดถูกพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฯฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง..

      
ชัยชนะในมหายุทธหัตถี ครั้งนี้ ส่งผลให้พระเกียรติยศชื่อเสียงของสมเด็จพระนเรศวรเกริกก้องระบือเลื่องลือไกลไปทั่วทิศานุทิศเป็นที่เคารพ ยำเกรงของแว่นแค้วนต่างๆ ตลอดจนมีหัวเมืองเข้ามาสวามิภักดิ์อย่างไม่ขาดสาย ทำให้พระบรมเดชานุภาพขยายกว้างขวางแผ่ไพศาลยิ่ง

      ส่วนในราชสำนักพระองค์ทรงมีพระมเหสี ๓ พระองค์ คือ พระมณีรัตนาอัครมเหสี หรือเจ้าขรัวมณีจันทร์ , พระเอกกษัตรีและพระราชธิดาในพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงถวายเมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปยุติข้อพิพาทในดินแดนล้านนา ในปี พ.ศ.๒๑๔๔

      ศึกครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.๒๑๔๗ ทรงยกทัพไปตี"เมืองนาย" "เมืองอังวะ"ผ่านทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสด็จไปถึง "เมืองหลวง"ตำบล"ทุ่งดอนแก้ว" หรือ"เมืองแหน"ในภาษาพม่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ ระหว่างเชียงใหม่กับแม่น้ำสาสะวิน ทรงพระประชวรโดยเร็วพลันเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์ และเสด็จสวรรคต ณ ที่เมืองนั้น เมื่อวันจันทร์เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๔๘  ขณะพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี     

        
             เชียงใหม่ -เมืองแหง-เมืองทา-ท่าผาแดง-เมืองปั่น-เมืองนาย

        
              
                "เมืองเชียงใหม่"

       

                                        "เมืองกื้ด"

           

                 เมืองคอง(ด้านใต้ของภาพ)
                   เมืองแหง(ด้านบนของภาพ)

          

                  เมืองแหง(อ.เวียงแหง เชียงใหม่)

          
          เมืองนาย-เมืองปั่น-ท่าผาแดง(ข้ามแม่น้ำสาละวิน)-เมืองทา-ช่องหลักแต่ง อ.เวียงแหง

         
          

 

หมายเหตุจากเวียงแหง
งานวิจัยเส้นทางเดินทัพ
คลิปวิดีโอ
ประมวลภาพ
Google Earth
การสัมมนาพระนเรศวร
แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม
กระดานสนทนา
แนะนำผู้วิเคราะห์