(โดยย่อ)

ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
ครั้งนั้นปีพุทธศักราช 2098 ในเมืองพระพิษณุโลกสองแคว พระมหาธรรมราชา
(ขุนพิเรนทรเทพ)และพระวิสุทธิ์กษัตรี
(พระราชบุตรีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระสุริโยทัย) ทรงให้กำเนิดพระราชโอรส
ทรงพระนามว่า
"พระนเรศวร"
มีพระพี่นางสุพรรณกัลยา
และพระอนุชาคือ พระเอกาทศรถ ในวัยเยาว์พระองค์ทรงใช้ชีวิต ณ เมืองพระพิษณุโลก
จนพระชนมายุประมาณ 8-9 พรรษา จึงถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า อยุธยาจะไม่แข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เหมือนดังเช่นโอรส
ของเจ้าเมืองต่างๆในอาณาจักรพระเจ้าบุเรงนอง..
. 
พระราชวังจันทน์ จ.พิษณุโลก สถานที่พระราชสมภพ
ณ กรุงหงสาวดีพระองค์ได้ศึกษาวิชายุทธศาสตร์การรบจากปรมาจารย์ในราชสำนักพระเจ้าบุเรงนอง และศาสตร์เหล่านี้พระองค์ทรงใช้ในการกอบกู้เอกราช จะเห็นเด่นชัดได้จากพระองค์ทรงเลือกใช้นโยบาย"เชิงรุก" มากกว่า"เชิงตั้งรับ"ทำให้พระองค์มีพระทัยที่เข้มแข็ง ดุดัน เด็ดขาด กล้าหาญ ไม่เคยเกรงกลัว แม้จะตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม และในดินแดนของข้าศึก ประกอบกับความกดดันที่พระองค์ทรงได้รับในฐานะพระราชโอรสเมืองประเทศราช ทำให้พระองค์มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตหงสาวดี หรืออังวะเพื่อให้ลุ่มน้ำอิรวดี สาละวิน แม่น้ำโขง และเจ้าพระยาเป็นผืนแผ่นปฐพีเดียวกัน

พระเจ้าบุเรงนอง ทรงทอดพระเนตรการฝึกซ้อมฟันดาบ
ในภาพสมเด็จพระนเรศวรฯทรงดาบกับเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าบุเรงนอง
ณ กรุงหงสาวดี(ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระวิหารวัดสุวรรณดาราม จ.อยุธยา)
เมื่อเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้พระองค์เป็น มหาอุปราช ปกครองเมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พ.ศ.๒๑๓๓ พระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา
หลังทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี ใน พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่คิดจะกำจัดพระองค์ จึงให้พระราชโอรส ซึ่งดำรงฐานะพระมหาอุปราชจัดทัพเข้าตีกรุงศรีฯ ครั้งนั้นคือ "ศึกยุทธหัตถี"พระองค์ทรงใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จากสภาพเบี้ยล่างที่ตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก มาเป็นเบี้ยบน โดยทูลเชิญพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีแบบ "ตัวต่อตัว" และพระมหาอุปราชา แม่ทัพกรุงหงสาฯได้เข้าต่อสู้บนหลังช้างกับสมเด็จพระนเรศวรฯอย่างดุเดือดทุกกระบวนยุทธ์ และในที่สุดถูกพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฯฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง..
ชัยชนะในมหายุทธหัตถี ครั้งนี้ ส่งผลให้พระเกียรติยศชื่อเสียงของสมเด็จพระนเรศวรเกริกก้องระบือเลื่องลือไกลไปทั่วทิศานุทิศเป็นที่เคารพ ยำเกรงของแว่นแค้วนต่างๆ ตลอดจนมีหัวเมืองเข้ามาสวามิภักดิ์อย่างไม่ขาดสาย ทำให้พระบรมเดชานุภาพขยายกว้างขวางแผ่ไพศาลยิ่ง
ส่วนในราชสำนักพระองค์ทรงมีพระมเหสี ๓ พระองค์ คือ พระมณีรัตนาอัครมเหสี หรือเจ้าขรัวมณีจันทร์ , พระเอกกษัตรีและพระราชธิดาในพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงถวายเมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปยุติข้อพิพาทในดินแดนล้านนา ในปี พ.ศ.๒๑๔๔
ศึกครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.๒๑๔๗ ทรงยกทัพไปตี"เมืองนาย" "เมืองอังวะ"ผ่านทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสด็จไปถึง "เมืองหลวง"ตำบล"ทุ่งดอนแก้ว" หรือ"เมืองแหน"ในภาษาพม่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ ระหว่างเชียงใหม่กับแม่น้ำสาสะวิน ทรงพระประชวรโดยเร็วพลันเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์ และเสด็จสวรรคต ณ ที่เมืองนั้น เมื่อวันจันทร์เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๔๘ ขณะพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี

เชียงใหม่ -เมืองแหง-เมืองทา-ท่าผาแดง-เมืองปั่น-เมืองนาย

"เมืองเชียงใหม่"

"เมืองกื้ด"
เมืองคอง(ด้านใต้ของภาพ)
เมืองแหง(ด้านบนของภาพ)

เมืองแหง(อ.เวียงแหง เชียงใหม่)

เมืองนาย-เมืองปั่น-ท่าผาแดง(ข้ามแม่น้ำสาละวิน)-เมืองทา-ช่องหลักแต่ง อ.เวียงแหง
