หน้าแรก
วัตถุประสงค์
พระราชประวัติ
การสงคราม
มุมมองชาวต่างชาต
ประเด็นพื้นที่สวรรคต
เมืองไทยหรือพม่า
หลักฐานเมืองแหง
หลักฐานเมืองหาง
นานาทัศนะ

         

          เพื่อให้เกิดมุมมองรอบด้าน ขอเชิญทุกท่านนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพื้นที่สวรรคต เพื่อจะได้เสนอลงใน เวปไซต์นี้กรุูณาเขียนด้วยข้อความสุภาพ บอกที่มาของหลักฐานเพื่อการสืบค้นขยายวงความรอบรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้โปรดเขียนบทความที่ไม่กระทบกระทั่งบุคคลอื่นในทางเสื่อมเสีย และเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์กรุณาแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และช่องทางติดต่อสื่อสาร เช่นเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์แอสเดรส หรือ
ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ต่อผู้ดูแลเวปไซต์
        อนึ่ง ผู้ดูแลเวปไซต์ขอสงวนสิทธิ์ตัดถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือเสียดสี หรือกระทบกระทั่งบุคคลอื่นออกจากบทความก่อนนำเสนอลงในเวปไซต์นี้

      ส่งบทความมาที่ E -Mail
:

           CHAIYONG2499@HOTMAIL.COM

ขอขอบคุณในทุกบทความที่นำเสนอ

**************
"เมืองนาย"

บทเพลงประกอบเหตุการณ์ก่อนสวรรคต

                                      .ชัยรัตน์  ต.เจริญ

         
บทเพลง- "ใจถึงเมืองนาย" เป็นบทเพลงที่ร้องโดยสายมาวนักร้องยอดนิยมชาว
ไทใหญ่ เนื้อหาบรรยายถึงการอยากกลับไปเห็นบ้านเห็นเมืองของมิตรสหายที่เคยเห็นเคยเยือนมาก่อน ซึ่งเนื้อเพลงคงจะตรงกับความรู้สึกส่วนลึกขององค์สมเด็จพระนเรศวร และเหล่าข้าราชบริพาร แม่ทัพนายกองส่วนที่เกณฑ์มาจากทางหัวเมืองเหนือถิ่นที่เคยอยู่อาศัยและส่วนที่เคยไปเดินทัพผ่าน"เมืองนาย"มาก่อนตลอดจนเชื้อสายของ
"ขุนเครือ"ราชบุตรของพญามังรายที่อพยพโยกย้ายออกจาก"เมืองนาย"มายังเมืองชายแดนเช่นเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองแหง เมืองเชียงดาว เมืองฝาง และนครเชียงใหม่

         ความรู้สึกอันนี้ถ่ายทอดเข้ามาในจิตสำนึกของพวกเราที่รักและเทิดทูนสมเด็จพระองค์ท่าน อยากให้พระองค์ท่านได้ไปถึงได้ไปเห็น"เมืองนาย"ด้วยกับพวกเราถ้าหากแม้นว่าโอกาสเื้อื้ออำนวย ขออำนาจและพระบารมีของพระองค์ท่านได้โปรดช่วยดลบันดาลให้พวกเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเมืองดังกล่าวด้วยเทอญ และก่อนที่จะนำเสนอบทเพลง

          ข้าฯขอขอบคุณ จายสายมาวที่อุตส่าห์ประพันธ์เนื้อเพลง ขับร้องออกเทปให้พวกเราได้ฟังด้วยถ้อยความที่ซาบซึ้งประทับใจ และขอกราบนมัสการ พระประสิทธิ์แห่งวัดป่าเป้าที่ช่วยแปลข้อความบางส่วนที่เป็นภาษาไทใหญ่ให้เกิดความกระจ่าง
ในเนื้อหา  
                    
  *คลิ๊กฟังเพลง*

                   "ใจถึงเมืองนาย"

      
อำมีวันเต๋จ่างลืม                           (ไม่มีวันจะลืม)
ไค่หันทุ่งเวียง"เมืองนาย"                    (อยากเห็นทุ่งเวียงเมืองนาย)
หมากมู่ต้นผ่านสากเส่                         (ใบพลูต้นหลักฐาน)
ยาแหลนมีตางลางเคอ                        (ยาเส้นมีทาง"ลางเคอ")

    
  อ้างอานคืนเมออยู่เออ                  (หวังว่าจะกลับไปเยือน)
มุ่งมองวันเมอกว่าถึง                           (รอคอยวันที่จะได้กลับไป)

                                            (ดนตรี)........

***   (ซ้ำ)    พาดมาคราวหึง          (พลัดพรากมาแสนนาน)
ไค่คืนฮอดถึง"เมืองนาย"ลางเคอ   (อยากกลับคืน"เมืองนาย"ลางเคอ)
 
หว่ายคืนว่นขานใจ                   (หวนคิดใคร่ครวญแล้วแสนทุกข์ใจ
คืนไค่หัน"เมืองนาย"ลางเคอ    (อยากกลับไปหา"เมืองนาย"ลางเคอ)

      
เจ้อมืดกือกั๋น                       (เพื่อนรัก)
ต่อเหลี่ยวมีไว้เจิ่งหือ                 (เดี๋ยวนี้ มีความสุขสบายดีหรือ)
ใจ๋ถึงน่าเย้า                                (คิดถึงเหลือเกิน)
คุกใจ๋ไล้น่าเย้า                           (คิดถึงสุดจะพรรรณา)
ฮิมฝั่งนำเต๋ง                               (ริมฝั่งแม่น้ำ้เตง)
ว่านไตอ่อนสูเฮา                        (หมู่บ้านชนบทเล็กๆของคนไต)
ไล้เซากิ๋นอยู่เจิ้งหือ                    (ได้อยู่ได้กินสุขสบายดีหรือ)
      
อ้อ อ๋อ ไค่ฮอดเมือหันน่าเย้า    (โอ้ โอ๋ อยากเห็นเหลือเกิน)

                                          (ดนตรี)........

      
ขิ่งคราวเหลือนสี่ปี้จาย            (เมื่อเวลาเดือนสี่พี่ชาย)
ไล้ขี่ม้าเมือน้ำใส                          (ได้ขี่ม้ากลับลัดเลาะธารน้ำใส)
ว่านหาดป้นเมือว่านจื้ด                 (ผ่านบ้านหาดสู่บ้านจื้ด)
ได้ตือกุ๊ปเพิง                                 (ใส่หมวกครอบ)
"เมืองนาย"เมืองปั่นใจ๋หันคืนค่อยจูกั๋น(เมืองนายเมืองปั่นใจฉันคิดว่า
                                                  เหมือนดังสนิทอยู่ชิดใกล้กัน)

       
ฮิมว่านหมากอุ่นเลา                    (ริมบ้านดงมะพร้าว)
เฮาไล่อยู่ไล่เซา                                 (เราได้อาศัยอยู่)
ไก้อูปลาดเคอ                                    (ได้พูดจากันเสมอๆ)
ยินข่าวว่าเฮาค่ายเมืออยู่จำเวียงเย้า   (ได้ยินข่าวว่าพวกเราย้ายไปอยู่
                                                    ใกล้ตัวเมืองเสียแล้ว)

      
อ้อ อ๋อ เป๋มาไค่หันหน้าหนอ         (โอ้ โอ ๋อยากจะมาเห็นหน้า
                                                     เพื่อนเรา เหลือเกิน).........


                                            (ดนตรี)..........
         ***(ซ้ำ)

                                     **************

   
                                                "เมืองแหง"

   

                 บทเพลง "เมืองแหง"

                                            .น้อยกานต์ บ้านเวียงแหง.

         ผมมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่จะมอบเพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ผู้ศึกษา ค้นคว้าผลงาน
ครั้งนี้ครับชื่อเพลงว่า

                  "เมืองแหง"


      "เมืองแหง" ดินแดนล้านนา
ต๋ำนานผ่านมา"กู่ธาตุแสนไห"นั้นมาเมินนาน
งามล้ำ โบราณสถาน ผูกพัน ธรรมชาติฮ่มเย็น

       "เมืองแหง" งามล้ำวัดวา
หมู่เฮาศรัทธา"วัดเวียงแหง"มา บูจาเหนือใด
ฮ่มเย็นเป็นศรีแก่ใจ๋ แก่นในซึ้งใจ๋ในธรรม

      *ใครได้แอ่ว ตี๊เมือง"เวียงแหง"
มาล่องแก่ง ผ่อธรรมชาติงดงาม
แอ่วน้ำตกน้อย ตี้ก๋างดอยม่วนล้ำ
บ่อเกยลืมวัน ตี๊เกยได้ผ่านมาเยือน

       "เมืองแหง" เมืองในอ้อมดอย
ฮักษาฮีตฮอย ลูกหลานสืบสานวัฒนธรรม
ปี๋ใหม่เมือง ประเพณีม่วนล้ำ
ผูกพัน ลูกหลานนานไป...( ซ้ำ* )

                       *****

  

                                ประวัติศาสตร์ไทยบันทึกว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคตที่เมือง “หาง” แต่มีหลักฐานว่าทรงกรีฑาทัพไปหยุดยั้งที่ “เวียงแหง” อยู่นาน เหลือร่องรอยคันคูเมืองเก่า สถานที่และบ่อน้ำเลี้ยงช้าง และไพร่พล ทรงสร้างพระพุทธรูปไม้สักใหญ่ที่สุดไว้ที่นั่น “พระมาลา”ที่ชาวบ้านเก็บรักษาไว้กับสิ่งมหศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับการถ่ายภาพพระมาลาและพระบรมรูปท้าทายให้กรมศิลปากร พิสูจน์ว่าพระองค์สวรรคตที่เมือง “หาง” หรือเมือง “แหง” (.เวียงแหง)….

 

ย้อนอดีตวีรกษัตรสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
              ที่
“
เวียงแหง”
 
                           โดย   อุทัย  อนันตสมบูรณ์

                                                                                          
           ประวัติศาสตร์ชาติไทย  ได้บันทึกไว้โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและชาวต่างชาติที่ค้นคว้าและพบข้อความตรงกันว่า ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้ทรงมีพระคุณแก่ชาติ ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศราชของพม่า โดยตลอดรัชกาลของพระองค์ท่าน ทรงต้องนำทหารออกรบทัพจับศึกทรงต้องเสี่ยงพระวรกาย เพราะทรงนำทัพออกสู้รบด้วยพระองค์เอง  เรื่องราวนี้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว  แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไป
400 ปีแล้ว ประวัติศาสตร์ช่วงปลายรัชกาลได้เขียนไว้เพียงว่า….สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงยกทัพขึ้นไปทางเชียงใหม่ เพื่อตีกรุงอังวะ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม 6 ค่ำ ปีมะโรง ปีพุทธศักราช 2147 โดยเสด็จร่วมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ   ยกทัพหนึ่งแสนคนจากอยุธยามาแรมทัพ  ณ เชียงใหม่ เป็นเวลา 1 เดือน  แล้วแยกทัพออกเป็น 2 กระบวนทัพ ให้พระเอกาทศรถ ยกไปเมืองฝาง เพื่อชุมนุมกองทัพหัวเมืองล้านนาจำนวนอีก หนึ่งแสนคน รวมเป็นกองทัพไทย สองแสนคน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปทางเมืองห้างหลวง เป็นเมืองอยู่ชานพระราชอาณาเขตสมัยนั้น เมื่อเสด็จถึงเมืองห้างหลวง หรือเมืองหางก็ทรวงประชวร และสิ้นพระชนม์ที่เมืองห้างหลวง หรือเมืองหางนี้เอง

   
(ภาพถ่ายดาวเทียม) เป้าหมายจะไปยึดคืน"เมืองนาย"ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปั่น จะสังเกตุเห็นร่องลักษณะภูมิประเทศจากเชียงใหม่ไปยังเมืองปั่นและเมืองนายมีอยู่๒ร่องคือร่องซ้ายมือจะสั้นที่สุดผ่าน อ.เวียงแหง-เมืองทา-ข้ามแม่น้ำสาละวินที่"ท่าผาแดง"ตรงไปเมืองปั่นและเมืองนาย ส่วนอีกร่องหนึ่งอยู่ทางขวามือซึ่งป็นเส้นทางไกลกว่าจะสังเกตุเห็นว่าเมื่อผ่านเมืองหางแล้วจะต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปยังท่าข้ามแม่น้ำสาละวินที่"ท่าศาลาหรือท่าซาง"จากนั้นจึงจะวกอ้อมลงมายังเมืองปั่น(จุดประสีน้ำเงิน)

                เมืองห้างหลวง หรือเมืองหาง อยู่ที่ไหนกันแน่ เป็นเมืองในเขตพม่าหรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่น่าจะเป็นเมืองใดที่อยู่ในเขตแดนดินแผ่นดินไทย นี่คือปัญหาที่น่าจะได้ลองทบทวนกันดู แม้ว่าเหตุการณ์ วันเวลา จะล่วงพ้นผ่านไปนานแล้วก็ตาม เพราะยังมีเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้กับเมืองหาง ทั้งยังเป็นเมืองที่ผูกพันอยู่กับประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างใกล้ชิด ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไป ณ เมืองดังกล่าว ได้พบร่องรอยสถานที่ รวมทั้งหลักฐานต่างๆมากมาย  จึงขอนำมาเสนอให้พิจารณาตามอัธยาศัย และได้พบกับเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์ ที่หาคำตอบไม่ได้ แม้จนทุกวันนี้ก็ยังงุนงงอยู่

                3 กรกฎาคม 2544 ผู้เขียนได้เดินทางไปอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่  ทั้งนี้เนื่องเพราะทางนายอำเภอเวียงแหง คือ ว่าที่ ร้อยตรี อดิศวร  นันทชัยพันธ์ ซึ่งมีความผูกพันกันในสมัยเมื่อ ร่วมรับราชการอยู่ในกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ชักชวนให้ไปเยี่ยมเยือน เที่ยวชมบ้านเมือง การที่ได้ไปเวียงแหงคราวนี้เอง ได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้แม้จนบัดนี้  เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับอดีตที่ล่วงเลยไปแล้ว เกือบ 400 ปี   อำเภอเวียงแหงนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 150 กิโลเมตร เส้นทางเชียงใหม่-ฝาง ผ่าน อ.แม่ริม  อ.แม่แตง อ.เชียงดาว แล้วแยกซ้าย ไปตามถนนหมายเลข 1322 เมืองงาย-นาหวาย ผ่านที่ตั้งประดิษฐาน พระสถูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่บ้านเมืองงาย และแยกซ้ายเข้าสู่เส้นทาง แม่จา-เวียงแหง-เปียงหลวง-ชายแดนหลักแต่ง โดยผ่านบ้านแม่จา บ้านขุนคอง เข้าเขตอำเภอเวียงแหงที่บ้านลีซอเลาวู ผ่านบ้านลีซอแม่แตะ ข่วงอนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บ้านเมืองแหง(เมืองโบราณที่ยังคงสภาพคูน้ำ คันดิน) และที่ว่าการอำเภอเวียงแหง โดยเส้นทางสายนี้ข้ามเขาป่าดอยสูง เป็นภูมิประเทศที่สวยงามมาก ใครได้ไปสัมผัสจะประทับใจในความสวยงาม ของธรรมชาติที่ไม่เหมือนแห่งอื่นใด เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติไปเยือนพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง

  
           "เส้นทางสู่ อ.เวียงแหง"

   
                "คูน้ำคันดินเมืองแหง"

                นายอำเภอเวียงแหง ได้นำเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ และได้เปิดเผยถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันเกี่ยวข้องกับวีรกษัตริย์คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่าเวียงแหงนี้สมัยเมื่อเกือบ 400 ปี เคยเป็นที่ตั้งกองทัพไทย มีหลักฐาน คือ คันคู เมืองเก่า มีสิ่งก่อสร้างบ่อน้ำสำหรับไพร่พล ช้างศึก กับยังมีหลักฐานสำคัญอีกหลายประการที่บ่งชี้ว่า ณ ที่แห่งนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงมาชุมนุมตั้งทัพ อยู่ ณ บริเวณลานหน้าพระบรมธาตุแสนไห (ปูชนียสถานอายุยาวนานยังหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ เป็นเจดีย์ศิลปพม่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมืองเวียงแหง )  สันนิษฐานว่าคงจะทรงตั้งทัพอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน เพราะทรงประชวรแล้วสิ้นพระชนม์ที่นี่ คงไม่ใช่เมือง “หาง” (ซึ่งอยู่ในเขตพม่า) เพราะชื่อเมืองหางกับเมืองแหง(เวียงแหง) ผิดเพี้ยนกันนิดเดียวอาจเป็นเพราะการออกเสียงฟังแล้วใกล้เคียงกัน

 "ทุ่งดอนแก้ว?  ด้านหน้าพระธาตุแสนไห"

                เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของการค้นคว้าหาหลักฐาน เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2540 คณะนายทหารระดับสูงจากกองทัพภาคที่ 3 พิษณุโลก ได้นำผ้ากฐินไปทอดที่วัดพระธาตุแสนไห ในคณะที่มาด้วย  มีหญิงอายุประมาณ 50 ปีเศษ เกิดมีอาการเข้าทรงท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาร่วมงานบุญ ร่างทรงคนนี้ได้ประกาศด้วยเสียงดังพร้อมกับหัวเราะว่า  “ฉันคือ องค์ดำ ดีใจที่ได้มาแผ่นดินนี้ ฉันตายที่นี่  กระดูกของฉันบางส่วนอยู่ที่นี่  ส่วนหนึ่งกลับกรุงศรีอยุธยา “ และยังได้พูดอะไรอีกมาก  คำว่า  “องค์ดำ” คือหมายถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั่นเอง นี่คือต้นเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งนายอำเภอเวียงแหง  กับคณะบุคคลหลายฝ่ายให้ความสนใจช่วยกัน ค้นคว้าเรื่องราวนี้ขึ้นมา ได้หลักฐานก้าวหน้าต่อมาเป็นลำดับ

   

"พระมาลา"

                หนานสุวรรณ  สายผึ้ง เป็นราษฎรหมู่บ้านปางป๋อ  เลขที่ 1 หมู่ที่ 5 ตำบลแสนไห  อำเภอเวียงแหง  ยืนยันว่าเคยเก็บรักษาหมวกโบราณ ใบหนึ่งไว้  โดยมีการบอกเล่าต่อๆกันว่า เป็นพระมาลา ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาในปี 2514 มหาสุทิน  สุรินทร์ทีปะ หรือมหาทิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอเชียงดาว ได้ขอนำไปเก็บไว้ เพื่อรอการตรวจสอบ  หนานสุวรรณ  ยืนยันว่า เป็นพระมาลาของพระองค์ดำ แน่นอน เพราะยอดพระมาลานี้ เป็นทองคำยอดแหลม รูปสามขยัก สูงประมาณ 2 ถึง 3 นิ้ว ขอบพระมาลาก็ขลิบด้วยทองคำ โดยรอบ ต่อมาได้มีการแกะเอาทองคำไปขาย  พระมาลามีอักษรลานนาโบราณ จารึกไว้สลับกับยันต์เต็มทั้งใบ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอ่านแล้วแปลว่าเป็นคาถาหัวใจพระพุทธเจ้า

       

"บ่อน้ำช้างศึก"

                ว่าที่ ร..อดิศวร  นันทชัยพันธ์ นายอำเภอเวียงแหง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ติดตามค้นหาพระมาลานี้เพราะแน่ใจว่า เป็นของสูงเป็นสมบัติของแผ่นดิน กาลเวลาล่วงพ้นผ่านไปจนเมื่อ วันที่ 15 กันยายน 2543 พตท.บุญเลิศ  เมตตารักษ์ซึ่งย้ายตำแหน่งจากเวียงแหงไปเป็น ผกก.สภอ.ขุนตาล เชียงราย รายงานด่วนมาว่าได้ข่าว นายสุทิน  สุรินทร์ทีปะ หรือมหาทิน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเชียงดาว  ที่ถูกระบุว่า ได้เป็นผู้เก็บรักษาพระมาลาไว้ ขณะนี้ได้บวชเป็นพระ จำพรรษาอยู่ที่วัดบรรพตนิมิต อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก คณะผู้ติดตามพระมาลา ได้ไปพบสอบถามเรื่องพระมาลา ได้รับว่ามีอยู่จริง ให้ติดต่อกับลูกชายคือ  ส...ทนงศักดิ์  สุรินทร์ทีปะ เจ้าหน้าที่การเงิน สภอ.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน การติดตามทำอย่างต่อเนื่อง  ส...ทนงศักดิ์ ยอมรับว่าเคยรักษาพระมาลา ไว้จากพ่อจริง แต่ได้มีผู้เอาไปต่อกันอีกถึงสองทอด ยืนยันว่าจะติดตามให้ได้  ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2543 มีข่าวว่าพบแล้วอยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พอทราบว่าพระมาลาเป็นของสูง ก็กลัวความผิด เต็มใจที่จะมอบคืนให้อำเภอเวียงแหง โดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ เรื่องก็เลยเป็นอันยุติ นายอำเภอเวียงแหง ได้ดำเนินการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ประธานองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้เกี่ยวข้อง มีมติให้ประกอบพิธีอัญเชิญ กลับมาประดิษฐานที่อำเภอเวียงแหงต่อไป

                27  กันยายน 2543 นายอำเภอเวียงแหง พร้อมด้วยคณะกรรมการทุกฝ่ายจัดริ้วขบวนแห่แหนอัญเชิญพระมาลา จากที่นัดหมายรับมอบ เมื่อถึงอำเภอเวียงแหง ได้เคลื่อนขบวนไปรอบอำเภอ ต่อไปจนถึง ชายแดนให้มหาชนได้ชมทั่วกันแล้ว นำเข้าประดิษฐานไว้ ณ ศาลา ที่จัดสร้างขึ้นใหม่อยู่ในบริเวณวัดเวียงแหง อำเภอเวียงแหง เปิดให้ผู้คนไปเคารพสักการะบูชามาจนทุกวันนี้

                มีเรื่องน่าทึ่งน่าพิศวงเกิดขึ้น ในวันที่ประกอบพิธีอัญเชิญ พระมาลาไปประดิษฐานศาลาที่สร้างใหม่บริเวณพระธาตุเวียงแหง นายอำเภอได้ถ่ายรูปพระมาลาไว้ เมื่อนำฟิล์มไปล้างและอัดภาพออกมาดูได้พบความมหัศจรรย์ของภาพ พระมาลาที่ถ่ายมีแสง เสมือนดวงไฟสว่างจ้า ปรากฏบนยอดพระมาลา  ใครได้เห็นพากันให้ความเห็นว่า นี่คือการประกาศให้รูว่า พระมาลานี้เป็นของสูงแน่นอน ภาพถ่ายนี้นายอำเภอเวียงแหง ได้ขยายใหญ่เก็บรักษาไว้  ถือเป็นสิ่งที่เคารพสักการะบูชา และเป็นพลังสร้างความมั่นใจในการทำงานในเรื่องนี้ต่อไป

                ผู้เขียนได้ไปเยือนเวียงแหงเมื่อ 3 กรกฎาคม 2544 ได้มีโอกาส ไปชมพระมาลาที่ทาง อำเภอประดิษฐานไว้ ที่ศาลาบริเวณพระธาตุเวียงแหง ได้เคารพสักการะและได้ถ่ายภาพ พระมาลากับพระบรมรูปซึ่งเป็นภาพวาดขนาดใหญ่ ที่ตั้งไว้ข้างพระมาลา ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรนอกจากต้องการที่จะถ่ายภาพไว้ เป็นอนุสรณ์ ในโอกาสที่ได้มาพบเห็นเหตุการณ์อันเกี่ยวข้องกับวีรกษัตริย์ไทย ที่ผู้เขียนได้ชื่นชมพระบารมีอย่างเหลือล้นมานานแล้ว  นายอำเภอเวียงแหงยังได้กล่าวกับผู้เขียนว่า  ถ้ามีอะไรที่มหัศจรรย์เกิดขึ้น ละก้อขอให้ ส่งภาพไปให้ด้วย เพื่อรวบรวมปรากฏการณ์นี้ไว้ ตอนนั้นไม่ได้นึกอะไร เมื่อกลับจากเวียงแหง นำภาพไปอัดขยาย  พลันสิ่งที่น่าพิศวงได้เกิดขึ้น  เพราะภาพพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ถ่ายไว้สองภาพ เกิดแสงประหลาดเป็นดวงไฟสว่างจ้า ปรากฏขึ้นบริเวณ พระหัตถ์ขวา ซึ่งทรงกำลังหลั่งอุทกธาร ลงเหนือพื้นพสุธาดล ประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง ภาพนี้เหมือนกับจะแสดงให้ล่วงรู้กันว่า เรื่องราวในประวัติศาสตร์ ชาติไทยช่วงนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าจะได้ทบทวน  ผู้เขียนได้ไปเวียงแหงอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 19 มีนาคม 2545 ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ได้ไปเคารพสักการะพระบรมรูปของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระมาลาที่พระธาตุเวียงแหง  ความรู้สึกลึกๆตั้งใจว่า จะขอพิสูจน์อีกสักครั้ง ด้วยการถ่ายภาพที่ได้เคยถ่ายไปแล้ว เมื่อคราวเดินทางมาปีที่แล้ว  คือพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาข้างพระมาลา  หากปาฏิหาริย์มีจริง คงจะได้ปรากฏให้เห็นอีกแน่นอน

                ปรากฏการณ์ที่น่าพิศวงเกิดขึ้นอีก ภาพถ่ายครั้งหลังได้เกิดแสงสว่าง เป็นดวงใหญ่ ตรงด้ามพระศาตราวุธที่ทรงถืออยู่ ที่พระหัตถ์ซ้าย เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นถึงหลายครั้งหลายหน ต่างกรรมต่างวาระ เป็นความจริงเป็นเรื่องจริง ที่ผู้เขียนได้ประสบด้วยตนเอง ขอเสนอให้ได้วิพากย์วิจารณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทางอำเภอเวียงแหง โดยว่าที่ร้อยตรี อดิศวร  นันทชัยพันธ์ นายอำเภอพร้อมด้วยข้าราชการประชาชนชาวเมืองนี้ ได้เกิดพลังใจ ร่วมใจกัน ที่จะสร้างอนุสรณ์ อันเกี่ยวข้องกับอดีตมหาราชพระองค์นี้ ในทุกกรณี ที่ทรงผูกพันอยู่กับเมืองนี้ โดยจะฟื้นฟูสถานที่ รวบรวมหลักฐานหาความจริงว่า เมืองใดกันแน่ที่พระองค์เสด็จสวรรคต เมืองหางหรือเมืองแหง (เวียงแหง) นายอำเภอได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการในเรื่องนี้ โดยมีโครงการจะสร้าง  “ข่วง” อนุสรณ์สถาน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณทางเข้าสู่ที่ตั้งอำเภอ อยู่บนเนินสูงท่ามกลาง ทัศนียภาพที่สวยงาม  ขณะนี้ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว ที่ข่วงนี้จะรวบรวมโบราณวัตถุ และหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากเมืองนี้ มาตั้งแสดงให้ผู้คนที่มาเยือนได้ชม หวังว่าในอนาคตอันไม่นาน เวียงแหง จะเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวจะพากัน ไปเที่ยว นอกจากเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ ผูกพันเกี่ยวข้องกับอดีตวีรกษัตราธิราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว ยังมีธรรมชาติป่าและเขาที่สวยงาม อากาศจะเย็นสบายทั้งปี ในฤดูหนาวอุณหภูมิเกือบจะถึง จุดที่ลบองศา เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์ของเมืองไทยก็ไม่ผิดเลย

                ชาวอำเภอเวียงแหงประกอบด้วยบุคคลทุกอาชีพเสนอให้ทางราชการได้ค้นคว้าหาหลักฐานแน่ชัดว่า ณ ที่แห่งนี้ นอกจากครั้งหนึ่ง เคยเป็นที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ยกทัพมาตั้งอยู่ที่ลานเชิงเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งพระบรมธาตุแสนไห  สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง  ได้ทรงชุมนุมไพร่พล ช้างศึก ม้าศึก  สร้างคันคูโดยรอบ ณ ที่นี้เองได้ทรงสร้างพระพุทธรูปไม้สัก ใหญ่ที่สุดไว้มีนามว่า  พระพุทธนเรศศักดิ์ชัยไพรีพินาศ(ปัจจุบันถูกนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดบุพพาราม อำเภอเมืองเชียงใหม่)การที่ได้ค้นพบพระมาลา ซึ่งแน่ชัดว่าเป็นของสูง ไม่ใช่สามัญชนคนธรรมดาใช้กัน กับคำบอกเล่าของชาวบ้านที่รับฟังกันต่อๆมา จากบรรพบุรุษหลายชั่วคน ยืนยันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จสวรรคตที่เมืองแหง(.เวียงแหง) ไม่ใช่ที่ เมืองหาง(พม่า)  หลักฐานทั้งหลายเหล่านี้ น่าที่จะได้มีการค้นคว้าทบทวนให้แน่ชัดว่า เหตุการณ์ในช่วงนั้นมีความจริงอย่างไร  มีคำถามที่หาคำตอบได้ลำบากคือ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จยกทัพไปตีกรุงอังวะเมื่อถึงเมืองหลวง หรือห้างหลวง ทรงประชวร และสวรรคต จะเป็นไปได้ไหมว่าพอทรงประชวร ได้ทรงถอยทัพมายังเวียงแหง  เพราะที่นี่เป็นที่ชุมนุมพลแต่เดิม  ได้ทรงพบกับสมเด็จพระเอกาทศรถ และที่เมืองนี้เอง ได้เสด็จสวรรคต เรื่องราวเหล่านี้ น่าจะมีการทบทวน  เพื่อให้ประวัติศาสตร์ไทยถูกต้อง

                ผู้เขียนเสนอเรื่องนี้ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณา การที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผย ก็เพราะได้ไปประสบเหตุการณ์ เรื่องราวที่มหัศจรรย์แปลกประหลาด กับได้เห็นหลักฐานที่เกิดขึ้น  เมื่อเกือบ 400 ปี ล่วงไปแล้ว  ทุกเหตุการณ์เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น  และคาดว่าผู้อ่านคงจะให้ความสนใจ ส่วนผลของการพิจารณาเรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร จะเกิดขึ้นหรือไม่ เราคงจะต้องติดตามกันต่อไป

บันทึกด่วนจากอำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม

                ผู้เขียนได้รับเอกสารสำคัญจาก ว่าที่ร้อยตรี อดิศวร  นันทชัยพันธ์ นายอำเภอเวียงแหง  ซึ่งยืนยันถึงการค้นคว้า เกี่ยวกับเหตุการณ์ ช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  เสด็จยกทัพไปตีกรุงอังวะ  แล้วทรงประชวรเสด็จสวรรคต ซึ่งหลักฐานสำคัญนี้ นายชัยยง  ไชยศรี ศึกษาธิการอำเภอเวียงแหง เป็นผู้ค้นคว้านำมาเปิดเผยเมื่อเดือน กรกฎาคม 2545 มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด  ในส่วนที่ระบุว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สวรรคตที่ไหน นั้น ได้นำหลักฐานจาก มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า มายืนยันดังนี้

                …มหาราชวษ์พงศาวดารพม่า เป็นหนังสือที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสั่งให้หมอแฟร็ง  เฟอร์เตอร์ มีจดหมายไปถึงเจ้าพนักงานหอสมุดหลวงที่เมืองพม่า (ขณะนั้นพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) ให้ช่วยคัดลอกต้นฉบับจากภาษาพม่า แล้วนำมาให้นายต่อ ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้แปล จากภาษาพม่าเป็นภาษาไทย เมื่อแปลเสร็จแล้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้า ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อเดือนตุลาคม 2452 และไม่มีการเผยแพร่ ตลอดมานานเกือบ 100 ปี จนกระทั่งถึงปลายปี 2544 กองบรรณาธิการหนังสือศิลปวัฒนธรรม ได้พิมพ์เผยแพร่ ในฉบับประจำเดือน พฤศจิกายน 2544 เหตุการณ์ช่วงที่เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า ได้เขียนไว้ว่า 

                …ณ วันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 971 พระเจ้ากรุงหงสาวดีสวรรคต พระชนม์ 58 พรรษา ทรงพระนาม พระเจ้าธรรมราชา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว นักชินหน่อง ราชบุตร ขึ้นครองราชสมบัติ ณ วันจันทร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 จุลศักราช 971 ทรงพระนามว่า “สีหสูร” แล้วเสด็จไปสร้างราชวังอยู่ที่กรุงอังวะ ครั้นจุลศักราช 974 พระเจ้าอยุธยา พระนเรศ ทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ ยกมาทางเชียงใใหม่ จะไปตีกรุงอังวะ ครั้นเสด็จมาถึง “เมืองแหน” แขวงเมืองเชียงใหม่ ก็ทรงประชวรโดยเร็วพลันก็สวรรคตในที่นั้น…

                เอกสารสำคัญนี้ ผู้เขียนได้รับเมื่อวันที่  31 สิงหาคม 2545 จึงขอนำเสนอประกอบการพิจารณาของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ผลจะเป็นประการใด คงจะได้ทราบกันในไม่ช้า หรือจะไม่ได้รับ ความสนใจจากท่านอธิบดีกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ก็สุดแล้วแต่ ผู้เขียนเสนอเรื่องนี้ในฐานะ เป็นคนไทย เจ้าของแผ่นดินไทยคนหนึ่งเท่านั้นเอง.

                                *******************************

พลิกประวัติศาสตร์ตามหา สถานที่

"พระนเรศวร"สวรรคต

อรรถพล วชิรสิโรดม


ชาวอยุธยาร่วมงานคับคั่ง

เพราะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากประวัติศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เกี่ยวกับสถานที่สวรรคตของ *สมเด็จพระนเรศวรมหาราช* พระมหากษัตริย์ยอดนักรบของไทย

ที่ทรงเป็นผู้ประกาศอิสรภาพให้ไทยพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่า ว่าในบั้นปลายพระชนมชีพนั้น สมเด็จพระนเรศวรฯเสด็จสวรรคต ณ ที่ใด แม้ตามหนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าเรียนกันมา ก็มีแต่ระบุว่า สวรรคตระหว่างทางยกไพร่พลไปรบกับพม่าที่เมืองอังวะ

ดังนั้น เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครบ 401 ปี *สถาบันสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยศิลปากร* ร่วมกับหลายหน่วยงานจึงจัดเสวนาวิชาการขึ้น ที่พระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตามหาคำตอบของสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯสวรรคตด้วย

ที่เลือกเอาพระราชวังจันทรเกษม เป็นจุดเริ่มต้น เนื่องเพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรฯนั่นเอง

ไม่เฉพาะนักประวัติศาสตร์ นักวิชาการอาจารย์ทั้งหลายเท่านั้นที่สนใจใคร่รู้เรื่องนี้ แม้แต่ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเองยังให้ความสนใจเข้าฟังจำนวนมากเป็นพิเศษ ทำให้บรรยากาศวิชาการครั้งนี้คึกคักและสนุกสนาน มีชีวิตชีวา ไม่น่าเบื่อ

วงเสวนาแรกเริ่ม มีหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ "ท่านมุ้ย" ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเป็นองค์ปาฐกพูดถึงเรื่อง "สมเด็จพระนเรศวรสวรรคตที่ไหน เมืองไทย-เมืองพม่า-เมืองมอญ"

ท่านมุ้ยทรงเปิดประเด็นว่า ปัจจุบันมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดจากหลายฝ่ายว่าสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ คือบริเวณใดกันแน่? "เมืองแหน" หรือ "เมืองหาง"

เช่นเดียวกับที่เถียงกันว่าที่กระทำยุทธหัตถีคือบริเวณใดกันแน่? ที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือ สุพรรณบุรี ซึ่งคำตอบพวกนี้ต้องตอบเช่นเดียวกับที่นักวิชาการตอบ ว่า"ผมก็ไม่รู้-เพราะเกิดไม่ทัน"

ส่วนที่รู้ก็รู้จากหลักฐานที่เขียนมา แต่นักวิชาการหลายคนกล่าวว่า ส่วนใหญ่เขียนกันเป็นนิยายมากกว่าความเป็นจริง จะเชื่อมากไม่ได้ แม้หลักศิลาจารึกยังเชื่อไม่ได้ เพราะว่าอาจจะมีการปลอมเกิดขึ้นได้ แต่ว่าเมื่อหลักฐานมีเท่านี้เราก็ควรเชื่อบ้าง

"ขนาดผมเดินทางไปเมืองแหนก็มีคนเขียนลงในหนังสือว่า "ท่านมุ้ยจะไปทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีอยู่ในหลักฐานใดทั้งสิ้น" ท่านชายทิ้งท้ายไว้อย่างนี้

*สุเนตร ชุตินธรานนท์* ดอกเตอร์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับลูกต่อ บอกวิเคราะห์เหตุผลที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จไปรบที่อังวะ ว่า มีหลักฐานระบุชัดเจนในพงศาวดารพม่า ฉบับอูกาลา ว่า สมเด็จพระนเรศวรฯทรงนำกำลังพลไปประมาณ 20 ทัพ และมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะมุ่งขึ้นไปตีเมืองอังวะ

"ถ้าดูแผนที่เมืองพม่าเห็นได้ว่าเมืองอังวะตั้งอยู่ในลุ่มน้ำอิระวดี ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์ไทยจะยกกองทัพขึ้นไปไกลขนาดนั้น ปกติแล้วการเข้าตีเมืองหงสาวดีถือเป็นเรื่องที่ยากแล้ว ห้วงเวลานั้นระบบการเมืองของพม่าระส่ำระสาย การเมืองของพม่าผูกพันกับชีวิตของกษัตริย์ที่พระนครหลวง ถ้ากษัตริย์ที่เข้มแข็งสวรรคตบ้านเมืองจะเกิดปัญหาเพราะเหล่าเมืองประเทศราชจะแข็งข้อกับเมืองหลวง และพระเจ้ายองยางเองมีพระราชประสงค์จะรวมเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาเข้ากับอังวะด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรฯจึงดำริว่า จะยอมให้ใครมาย่ำยีมิได้ จึงเป็นเหตุให้ทรงตัดสินพระทัยยกทัพไปตีเมืองอังวะ"

อาจารย์สุเนตรเล่าว่า การยกทัพขึ้นไปเมืองอังวะนั้นไปได้หลายเส้นทาง ทั้งเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ แต่คราวที่ขึ้นไปตีเมืองตองอูนั้น แนวหลังของกองทัพสมเด็จพระนเรศวรฯถูกพวกยะไข่ปล้นจนหมด เสบียงอาหารไม่สามารถส่งขึ้นไปได้ การขึ้นไปตีเมืองอังวะจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพใหม่ โดยใช้เส้นเชียงใหม่ จากเชียงใหม่ สมเด็จพระนเรศวรฯเข้าตีเมืองนาย ซึ่งเป็นเมืองประเทศราช จากนั้นจึงยกทัพขึ้นตีเมืองอังวะ แต่ยังไปไม่ถึงอังวะก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

"ความต่างของสมเด็จพระนเรศวรฯกับกษัตริย์ไทยพระองค์อื่นนั้น สมเด็จพระนเรศวรฯไม่ได้ทำสงครามแค่ป้องกันอยุธยาเท่านั้น แต่ทรงทำสงครามเชิงรุก โดยภาพความคิดของพระองค์ คือ เสถียรภาพของกรุงศรีอยุธยาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทางฝ่ายพุกามประเทศจะต้องไม่มีเสถียรภาพ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงพยายามเข้าไปแทรกแซง พยายามยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี เมืองตองอู ซึ่งกระบวนคิดแบบนี้เป็นรูปแบบวิธีคิดแบบพม่า"

ด้านนายชัยยง ไชยศรี พูดจากหลักฐานว่าเพราะประเด็นพื้นที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯนั้นไม่ชัดเจน พงศาวดารไทยที่บันทึกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นระบุว่าพื้นที่สวรรคตนั้นมีชื่อว่า "เมืองหลวง" ตำบลทุ่งดอนแก้ว ซึ่งยังไม่ทราบว่า "เมืองหลวง" คือเมืองอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน ทราบแต่เพียงว่าอยู่ระหว่างเมืองเชียงใหม่ กับ แม่น้ำสาละวิน และเมืองนายในพม่า

จากการศึกษาทำให้เชื่อว่า "เวียงแหง" คือสถานที่สวรรคต เพราะนักโบราณคดีศึกษาก้อนอิฐจากวัดพระธาตุแสนไห พบแกลบข้าว เป็นเทคโนโลยีการผลิตอิฐที่มีการผสมอินทรียวัตถุเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา

นอกจากนี้ "มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า" บันทึกไว้ชัดเจนว่า " ...ครั้นจุลศักราช 974 พระเจ้าอยุธยา พระนเรศทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ ยกมาทางเชียงใหม่จะไปตีเมืองอังวะ ครั้นเสด็จมาถึง "เมืองแหง" แขวงเมืองเชียงใหม่ก็ทรงประชวรในเร็วพลัน ก็สวรรคตที่นั่น"

นายสด แดงเอียด เสริมว่า ในยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครองราชบัลลังก์ เห็นภาพที่ชัดเจนว่า ทรงประสบกับปัญหาที่จะต้องปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นไทย ปกป้องเขตขัณฑสีมา ทำทุกอย่างเพื่อให้บ้านเมืองมีความเจริญมั่งคั่งเช่นเดียวกับอยุธยาในช่วงต้น

"แต่ถ้าย้อนไปในวัยเด็กก็พบว่าพระองค์ท่านต้องพบกับความขมขื่นในหลายเรื่อง และต้องถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่เมืองหงสาวดี ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้พระองค์มีพระทัยที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ถึงกับมีบันทึกว่า ทหารในกองทัพของพระองค์เกรงพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรฯมาก ทำให้เวลาออกศึกแต่ละครั้งจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวอริราชศัตรูแต่อย่างใด และเรื่องที่กล่าวถึงสถานที่สวรรคตนั้น เป็นความคิดการศึกษาที่ก้าวหน้า แต่ผมเรียนว่ามีเอกสารมากมายที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ตามหลักฐานระบุว่า "สวรรคตที่เมืองหลวง บริเวณทุ่งดอนแก้ว จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องหาว่าบริเวณทุ่งดอนแก้วอยู่บริเวณใด จะอยู่เมืองแหน หรือเมืองหาง ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาต่อไป"

นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามแล้ว สภาพเศรษฐกิจ สังคม และเรื่องปืนใหญ่ เป็นสิ่งที่จะลืมกล่าวเสียไม่ได้ *อาจารย์ธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์*กล่าวว่า ความต้องการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงศรีอยุธยากับพม่าต้องช่วงชิงการนำระหว่างกัน

แม้จะล่วงมากว่า 401 ปีแล้ว แต่เรื่องของสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังไม่มีข้อยุติแน่ชัด เพราะแต่ละครั้งที่นำเสนอประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัญหาเรื่องของความถูกต้องก็จะมีตามมาทุกครั้งไป

จึงได้แต่หวังว่าสักวันผลแห่งความเพียรพยายามและศึกษาอย่างถ่องแท้ของนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย จะทำให้ความจริงปรากฏ



 

 

 

  

หมายเหตุจากเวียงแหง
งานวิจัยเส้นทางเดินทัพ
คลิปวิดีโอ
ประมวลภาพ
Google Earth
การสัมมนาพระนเรศวร
แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม
กระดานสนทนา
แนะนำผู้วิเคราะห์