พระบรมเดชานุภาพที่เด็ดขาดในสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม(๑)

 

 

            พระทัยที่ห้าวหาญ เด็ดขาด ของสมเด็จพระนเรศวรเจ้า ปรากฎเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ดังเช่นบันทึกของฟาน ฟลีต (วัน  วลิต)ชาวยุโรปเดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ภายหลังสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรฯไม่นานนัก ได้บันทึกหลังจากได้ฟังเรื่องราวที่ผู้คนในกรุงศรีอยุธยา ชื่นชมพระบรมเดชานุภาพเด็ดขาดของพระองค์ ความตอนหนึ่งดังนี้

.........." หลังจากพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารถนาให้สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา ขึ้นครองราชย์ โดยพระองค์ทรงให้เหตุผลว่า ...พระองค์ทรงเปื้อนเลือดมามากแล้ว หากจะทรงปกครองก็คงจะเข้มงวดเกินไป ..แต่บรรดาขุนนางต่างยืนยันกราบทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ในที่สุดจึงมีพระราชดำรัสว่า ..พวกท่านทั้งหลายต้องการให้เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกท่านแน่นอนหรือ?  พระอนุชาและคณะขุนนางถวายคำตอบว่า ..ขอพระองค์จงเป็นพระเจ้าแผ่นดินเถิดพวกข้าพระพุทธเจ้าจะยอมเป็นทาสรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท... พระองค์ตรัสตอบว่า

       "ดังนั้นเราขอให้พวกท่านทุกคนจงเชื่อฟังเรา ประพฤติตนตามกฎหมาย และรักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไป บุคคลใดก็ตามที่ละเมิดกฎหมาย แม้เพียงเล็กน้อยจะต้องถูกดำเนินคดี"

         ทรงมีกระแสรับสั่งให้เตรียมเรือและเสด็จพร้อมทั้งขุนนางไปยังเพนียด(ซึ่งเป็นโรงช้างและเป็นสถานที่ราชาภิเษก)เพื่อประกาศสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และให้ขุนนางสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดไป

         เมื่อเสด็จถึงเพนียด ฝีพายของสมเด็จพระนเรศวร เทียบเรือผิด พระองค์ก็ทรงเสด็จขึ้น ไม่ได้ลงพระอาญาในเวลานั้น ได้ทรงราชาภิเษกถูกต้องตามพระราชประเพณี เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

         หลังจากเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษกแล้ว     พระองค์ทรงมีรับสั่งให้เผาฝีพายเรือของพระองค์ และฝีพายเรือหลวงลำอื่นๆ (ประมาณ ๑,๖๐๐ คน เสียทั้งเป็น ณ สถานที่นั้น

         ทรงมีรับสั่งกับคณะขุนนางว่า  ให้จดจำการลงพระอาญาครั้งนี้ไว้เป็นเยี่ยงอย่างการปกครองของพระองค์ และจากนั้นจึงเสด็จกลับพระราชวัง ....

 

    ที่มา  :  รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ ฟาน  ฟลีต (วัน  วลิต)  จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร
พ.ศ.๒๕๔๖ (หน้า ๒๒๑-๒๒๒)

                                          

 

        ภาพวาดบันทึกการเดินทางของนักเดินทางชาวดัตช์ ที่เดินทางมายังดินแดนพม่าในปี พ.ศ.๒๑๔๗

       ในภาพ พระเจ้ากรุงพะโค(Pegu)หรือ หงสาวดีเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีกรรม "เผาทั้งเป็น"
       "บุคคลชั้นสูงในราชสำนัก"

     " People of high rank burned alive at Pegu"

                                      ที่มา   :   www.nationaalarchief.nl

 

 

 

 

 

 

                     พระบรมเดชานุภาพที่เด็ดขาดในสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะ
                                                  สงคราม(๒)

        

 

          พระมหาธรรมราชา มีพระบรมราชโองการเคลื่อนกองทัพไปปราบกัมพูชา ที่ฉวยโอกาสลอบโจมตีเมืองชายแดนของอยุธยาอยู่เป็นประจำในครั้งนั้นให้ "ออกญาจักรี"และ"ออกญากลาโหม" เป็นทัพหน้า ส่วนสมเด็จพระนเรศวร เสด็จเป็นทัพหลัง เมื่อยกกองทัพถึงพรมแดนกัมพูชา "ออกญาจักรี" ก็ฉวยโอกาสเข้ายึดเมืองชายแดน โดยคิดว่าจะทำความดีถวายต่อพระเจ้าแผ่นดินและพระราชโอรส

         เมื่อพระนเรศ(สมเด็จพระนเรศวรฯ)เสด็จมาถึง ก็ทรงพระพิโรธในการกระทำของออกญาจักรี

                                     มีรับสั่ง ให้ถลกหนังทั้งเป็น

        และทรงตรัสว่า
       .. "พระเจ้าแผ่นดิน พระราชบิดาของเรา และตัวเราเป็นผู้สั่งเจ้ามาที่นี่ แต่ไม่ได้สั่งให้เจ้าเข้าโจมตี และเอาชีวิตทหารของเรามาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ เจ้าพยายามจะทำความดีความชอบ แข่งกับเรา เพื่อว่าเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว ทั้งเราและเจ้าจะได้เป็นผู้มีชัยชนะเหมือนกันทั้งสองคน ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงต้องตาย"...

         ที่มา  :  รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ ฟาน  ฟลีต (วัน  วลิต)  จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร
พ.ศ.๒๕๔๖ (หน้า ๒๒๐)

 

          พระบรมเดชานุภาพที่เด็ดขาดในสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม(๓)

     ..."ชาวมลายูขนานนามพระองค์ว่า  "ราชาอปี" Raadje Apij (พระเจ้าอัคนีหรือราชาแห่งไฟ)
                                 และชาวสยามขนานพระนามว่า "องค์ดำ"
   รัชสมัยของพระองค์เป็นสมัยที่ปกครองแบบทหาร และเข้มงวดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสยาม เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระองค์และประจักษ์พยานซึ่งยังมีชีวิตอยู่ได้เล่าว่า ในระยะ ๒๐ ปีที่อยู่ในราชสมบัติ(ข้อมูลที่ถูกต้องคือ ๑๕ ปี) พระองค์ทรงฆ่าคนตามกฎหมาย

                                 มากกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ทั้งนี้ไม่รวมพวกที่เสียชีวิตในการรบ ไม่ว่าจะเป็นบนหลังช้าง หลังม้า ในเรือพาย หรือแม้ในขณะประทับ ณ พระราชบัลลังก์ ขณะที่ออกขุนนาง

   ปรากฏว่าไม่มีครั้งใดเลยที่พระองค์จะปราศจากอาวุธ ทรงมีกระบอกลูกธนูบนพระเพลา(หน้าตัก)และมีคันธนูอยู่ในพระหัตถ์ เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตร เห็นผู้ใดทำผิดแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ไม่เป็นที่สบพระทัยพระองค์ จะทรงยิงธนูไปที่ผู้นั้นและรับสั่งให้ผู้นั้นนำลูกธนูมาถวาย  
   พระองค์จะตรัสสั่งให้เฉือนเนื้อบุคคล(แม้แต่ขุนนาง) ที่กระทำผิดแม้ว่าจะน้อยนิด และทรงให้บุคคลนั้นกินเนื้อของตนเองเฉพาะพระพักตร์....."

 

     ที่มา  :  รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของ ฟาน  ฟลีต (วัน  วลิต)  จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร
พ.ศ.๒๕๔๖ (หน้า ๒๒๒-๒๒๓)