หมายเหตุจากเมืองปาย

    เมืองปายหรืออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปัจจุบัน ได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่คู่กับอาณาจักรล้านนามาแต่ครั้งโบราณ อีกทั้งมีพื้นที่ราบกว้างขวางโดยมีสายน้ำ้ปายหล่อเลี้ยงเปรียบเสมือนเส้นสายโลหิต เมืองปายได้ผ่านกาลเวลาและพัฒนาการมานานนับ พร้อมกับทิ้งร่องรอย  เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและได้ศึกษาวิจัยเพื่อความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดิน และความเจริญงอกงามทางสติปัญญา รวมทั้งประวัติศาสตร์เมื่อ ๔๐๐ ปีก่อนที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระพี่นางสุพรรณกัลยาี ดังจะกล่าวต่อไปในเบื้องหน้า

     ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พอ.บุญยืน  อินกว่าง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๕ ค่ายโสณบัณฑิตย์ อำเภอ
ปาย ที่ให้การต้อนรับและอนุเคราะห์เอกสารประวัติการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าค่ายโสณบัณฑิตย์ เพื่อเป็นมิ่งขวัญ กำลังใจเหล่าทหารกล้านักรบชายแดนในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติทั้งนี้เพื่อความผาสุขของผองชน รวมทั้งยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองปายและพี่น้องเผ่าไทย

                                                                                       


พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ณ ค่ายโสณบัณฑิตย์ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
โทร.๐๕๓ ๖๙๙ ๐๒๕
 

 

พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

   ในพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ

      จากหลักฐานพงศาวดารฉบับหอแก้ว ได้จารึกว่าในปี พ.ศ.2142 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรง
ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีได้แล้ว ได้ทรงยกทัพไปล้อมเมืองตองอูอยู่นาน
เดือน  ทรงเห็นว่าในการศึกครั้งนี้ คงไม่สามารถตีเมืองตองอูได้แน่จึงทรงยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา โดยผ่านทางเมืองปาย ในการยกกองทัพกลับมานั้น      
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
   
ได้ทรงนำพระอัฐิของพระสุพรรณกัลยาพระพี่นางในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงสิ้นพระชนม์ที่เมืองหงสาวดีกลับมาด้วย  การสิ้นพระชนม์ของพระพี่นางนั้น  เนื่องจากพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้ใช้ดาบฟันพระนางสิ้นพระชนม์พร้อมกับพระราชธิดา      เมื่อทรงยกกองทัพกลับพ้นเขตแดนพม่าแล้ว    ได้ทรงหยุดพักกองทัพที่เมืองปาย     
     ในคืนนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระสุบินนิมิต
ไปว่า
พระสุพรรณกัลยาได้เสด็จมาพบแล้วตรัสว่าตัวพระองค์เปรียบเสมือนคนสองแผ่นดินที่มีความผูกพันธ์ทั้งไทยและพม่าประสงค์จะประทับ ณ ดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ได้ทรงหยุดพักกองทัพอยู่ที่เมืองปายเป็นเวลา 32 วัน ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระสุพรรณกัลยาไว้ที่วัดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันนี้     คือ     วัดน้ำฮู  และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง    คือ   พระพุทธรูปอุ่นเมือง     เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระสุพรรณกัลยา ตามพระสุบินนิมิตทุกประการ พระพุทธรูปดังกล่าวขณะนี้ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดน้ำฮูเช่นกัน  หลังจากที่ได้ทรงยกกองทัพกลับไปแล้ว  ได้ทรงโปรดให้หลวงนาแล ข้าราชบริพานในพระองค์อยู่ดูแลความสงบเรียบร้อย และปูชนียวัตถุที่สร้างขึ้น ดังปรากฏหลักฐานที่มีอยู่จนถึงปัจจุบันเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มีต่อประเทศชาติในอดีต ตลอดจนพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติมา ในพื้นที่อำเภอปาย ทั้งเป็นการถวายราชสักการะและเป็นศูนย์รวมความจงรักภักดีของพสกนิกรทั่วไป  ข้าราชการ พ่อค้า  ประชาชนทั้งมวล ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อ วันพุธ แรม 2 ค่ำ เดือน 7 ปีกุน ตรงกับวันที่ 14 มิถุนายน พุทธศักราช 2538 เวลา 09.39 น.
   
โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อวันที่
5 มีนาคม พ.ศ. 2540 เวลา 11.00 น.
ขอเรียนเชิญผองพี่น้องไทย
ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เพื่อเป็นสิริมงคลสืบไป
.............


พระพี่นางสุพรรณกัลยา
ณ ค่ายโสณบัณฑิตย์ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

เมืองปายและเมืองรายรอบ

อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

วัดนำ้ฮู อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

เจดีย์บรรจุอัฐิพระพี่นางสุพรรณกัลยา
ณ วัดน้ำฮู อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

 

พระพี่นางสุพรรณกัลยา

ในมิติทางประวัติศาสตร์

    ประวัติศาสตร์แห่งการกอบกู้เอกราชของชาติไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะขาดเสียมิได้หากมิได้เอ่ยพระนาม"พระพี่นางสุพรรณกัลยา" ซึ่งเป็นพระพี่นางในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์กอบกู้เอกราชของชาติไทย อีกทั้งในสังคมไทยปัจจุบันได้รับรู้เรื่องราวของพระพี่นางฯอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะบทละครทางโทรทัศน์ ที่สื่อสารเข้าถึงแทบทุกครัวเรือน จนเกิดกระแสสังคม"นิยมพระพี่นางฯ"อย่างรุนแรงและรวดเร็วขึ้นในห้วงเวลาแห่งปี พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๔๒ และกระแสแห่งการรักชาติรักแผ่นดินปะทุขึ้นมาบนสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศไทยกับพม่า เมื่อทหารไทยปะทะทหารพม่าตามแนวตะเข็บชายแดนจังหวัดเชียงราย และกองกำลังไทใหญ่ปะทะทหารพม่าตลอดชายแดนด้านหนือของประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๕ จนพม่าสั่งปิดพรมแดนอย่างกระทันทันกลางดึกโดยไม่มีกำหนด การสู้รบทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนเกือบจะเป็นสงครามระหว่างชนชาติในยุคโลกาภิวัฒน์ขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง
   ประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาในมิติประวัติศาสตร์ทั้งเอกสารฝ่ายไทย และฝ่ายพม่า นั้นทั้งบันทึก และไม่บันทึก ในยุคสมัยที่ต่างกันจากผลการศึกษาวิจัยเรื่องพระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ของ ดร.สุเนตร  ชุตินธรานนท์ ได้พบข้อสำคัญแห่งที่มาของเอกสารว่าต้นเค้าของเรื่องราวพระสุพรรณกัลยามาจากหลักฐาน ๒ ประเภท คือประเภทที่ ๑พงศาวดารซึ่งเป็นหลักฐานของฝ่ายพระราชสำนัก โดยพระมหากษัตริย์โปรดให้เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตประชุมชำระขึ้น ประเภทที่ ๒ คือการส่งผ่านเรื่องราวโดยการบอกเล่า เช่นคำให้การชาวกรุงเก่าที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปพม่าเมื่อคราวเสียกรุงศรีครั้งที่ ๒ คือราวปี พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งคำบอกเล่านี้จะอยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสมัยที่พระพี่นางฯมีพระชนม์ชีพอยู่เกือบ ๒๐๐ ปีดังนั้นชุดข้อมูลที่ส่งผ่านมาเป็นทอดๆหลายรุ่นหลายชั่วอายุคน เมื่อส่งมาถึงคนที่อยู่ห่างไกลออกไป ๒๐๐ ปี อาจมีความคลาดเคลื่อน เสริม เพิ่ม แต่งเติมไปจากชุดต้นฉบับไม่มากก็น้อย จากการวิัจัยพบอีกว่า พงศาวดารพม่าได้บันทึกเรื่องพระสุพรรณกัลยาไว้ แต่ตรงกันข้ามพงศาวดารไทยกลับไม่ได้บันทึก ส่วนเรื่องราวของพระพี่นางสุพรรณกัลยากลับไปปรากฏในหลักฐานไทยประเภทคำให้การของชาวกรุงเก่า และคำให้การของขุนหลวงหาวัดโดยทั้ง ๒ คำให้การมีเนื้อหาที่ัขัดแย้งกัน และได้บันทึกไว้ในคราวเสียกรุงศรีฯครั้งที่ ๒

    คำให้การของชาวกรุงเก่า หรือ โยธยา ยาสะเวง ในภาษาพม่าระบุว่า "พระเจ้าหงสาวดี(พระเจ้านันทบุเรงซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระ้จ้าบุเรงนองและครองราชย์ต่อจากพระเจ้าบุเรงนอง)ยังไม่คลายพิโรธ จึงใช้พระแสงดาบฟันพระธิดาน้อย อันเกิดแต่จันทกัลยาพระพี่นางพระนริศกับพระเจ้าหงสาวดีเอง(พระเจ้านันทบุเรง)จนสิ้นพระชนม์(ข้อสังเกต ในคำให้การฯนี้ พระเจ้านันทบุเรง ฟันเฉพาะพระธิดาน้อย อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระเจ้านันทบุเรงเอง ไม่ระบุว่าฟันพระพี่นางสุพรรณกัลยาแต่อย่างใด)ส่วนคำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุว่า "ส่วนพระเจ้าหงสาี(พระเจ้านันทบุเรง)ก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก ก็เสด็จเข้าไปในพระราชฐานจึงเห็นองค์พระพี่นางพระนเรศร์นั้นประทมอยู่ในพระราชโอรส เสวยนมอยู่ที่ในที่ พระเจ้าหงสาจึงฟันด้วยพระแสง ก็ถูกทั้งพระมารดาและพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ก็ถึงแก่ความพิราลัยไปด้วยกันทั้งสององค์ ด้วยพระเจ้าหงสาทรงพระโกรธยิ่งนักมิทันที่จะผันผ่อนได้"้(ข้อสังเกต ในคำให้การนี้ พระเจ้านันทบุเรงฟันทั้งพระราชโอรส(ไม่ใช่พระธิดา?) และพระพี่นางสุพรรณกัลยา ถึงแก่พิราลัยทั้ง๒ พระองค์)

ข้อแตกต่างในรายละเอียดนี้ นักประวัติศาสตร์พม่า อู เตง ลาย รองหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง เชื่อว่าพระสุพรรณกัลยา แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกพระเจ้านันทบุเรงสังหาร ผู้ที่ถูกสังหารเป็นเพียงพระธิดาน้อยอันเกิดแต่พระนางกับกษัตริย์พม่า(ซึ่งอาจเป็นทั้งพระเจ้าบุเรงนอง และ/หรือ พระเจ้านันทบุเรงก็ได้)เนื่องจากหลักฐานว่าด้วยวาระสุดท้ายของของพระพี่นางสุพรรณกัลยา มีระบุไว้แต่เพียงหลักฐานประเภทคำให้การเชลยศึก ซึ่งยังมีรายละเอียดระบุไว้ต่างกันไป ทั้งฉบับต้นเค้ามาแต่ฝ่ายมอญ และฉบับต้นเค้ามาแต่ฝ่ายพม่า จึงยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยา แท้จริงแล้วสิ้นพระชนม์ด้วยลักษณะใด? และด้วยเหตุปัจจัยอันใด?

แต่ประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาโดดเด่นในฐานะองค์ประกันผู้เสียสละแม้พระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้แก่ชาติไทยในพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นความว่า .....เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงปราบดาภิเษกแล้ว ก็ถวายพระสุพรรณกัลยาณีแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา นั้น พระเจ้าหงสาวดีได้พระพี่นางเป็นพระชายาเหมือนอย่างเป็นตัวจำนำแทนแล้วก็อนุญาตให้สมเด็จพระนเรศวรอยู่ช่วยสมเด็จพระชนกปกครองบ้านเมือง.....หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไม่ยอมไปหงสาวดีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสมเด็จพระนเรศวรฯที่ตกอยู่ในฐานะ"ตัวประกัน" กระนั้นแล้วสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ไม่อาจกลับมาเมืองไทยเพื่อกู้ชาติได้ ดังนั้น การเสียสละของพระพี่นางฯจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การกอบกู้เอกราช..

และในยุคการสื่อสารโทรคมนาคม ที่สื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อสังคม ประวัติพระพี่นางก็ถูกแต่งเติมเสริมต่อเป็นละครทางทีวี โดยเฉพาะ "สมภพ  จันทรประภา" ได้เขียนบทแก้ต่างให้ผู้แสดงเป็นพระสุพรรณกัลยา กล่าวตอบโต้สมเด็จพระนเรศวรฯเมื่อถูกพระอนุชาต่อว่า "รักลูก รักผัว ยิ่งแผ่นดิน" ว่า..


พระสุพรรณกัลยา
.............    ..........              องค์ดำ
เจ้าเคยทำ        เช่นนี้        หรือหนา
ใครเล่า        เลี้ยงเจ้า        เป็นตัวมา
รองจาก        มารดา        นี่คือใคร
ดีชั่ว        มิใช่        จะไม่รู้
จะไป        จะอยู่        เขาคิดได้
ใช่ิคิดเป็น        แต่ตัว        เสียเมื่อไร
กำเริบใจ        เหลือล้น        พ้นประมาณ

พี่เป็นหลาน        พระสุ        ริโยทัย
ผู้ยิ่งใหญ่        ยศไกร        กล้าหาญ
สู้ศึก        จนขาดคอ        คชาชาญ
พงศา        วดาร        จดไว้
มิใช่        ไม่มี        เหล่ากอ
เกิดมา        จากหน่อ        ไม้ไผ่
จึงจะต้อง        รักษายศ        สืบไป
ถึงมอดม้วย        บรรลัย        ตามเวลา
............        ................        ..............
อยู่อยู่        ลุกขึ้นวิ่ง        ทิ้งผัว
ไปแต่ตัว        กับใครใคร        ในไพรศรี
ผู้คน        จะนินทา        ให้ราคี
ว่านอกใจ        สามี        แล้วอำพราง
ไหนจะลูก        ที่เกิด        จากอก
ต้องช้ำฟก        เพราะแม่        หนีห่าง
ผิดทั้งศีล        ทั้งธรรม        ทุกทุกทาง

ที่สำคัญ        อีกอย่าง        คือแผ่นดิน
ถ้าเจ้ามี        อันเป็น        ไปเพราะพี่
บาปจะถม        ทับทวี        ทุกสิ่งสิ้น
เสียการ        ผิดหวัง        ดังจงจินต์
จงรีบ        คืนถิ่น        เถิดน้องยา
...................

    ส่วนประวัติที่ละเอียดที่สุดของพระพี่นางฯเท่าที่ปรากฏมีในสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นประวัติศาสตร์ที่นอกเหนือพงศาวดารและคำให้การของชาวกรุงเก่า มันเป็นเรื่องราวที่เหนือวิทยาศาสตร์จะเข้าพิสูจน์ถึงเพราะเป็น "มิติแห่งนิมิต"ที่ปุถุชนทั่วไปไม่สามารถจะเข้าถึงได้  "นิมิต"นี้อาจจะมาจากดวงวิญญาณ หรือปรากฏการณ์พิเศษ ในหนังสือ"ย้อนรอยกรรม"ของ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตรได้บรรยายภาพลักษณ์ของพระพี่นางฯในฐานะวีรสตรีผู้เสียสละ ความว่า... พระนางมีพระคุณอย่างเหลือหลาย เหลือที่จะบรรยายเป็นภาษามนุษย์ ทรงมีปิยคุณท่วมท้นล้นฟ้าชลาธาร ท่วมวิญญาณทวยราชทั้งชาติไทย ...กาลต่อมาบ้านเมืองพังพินาศ พระนางท่านต้องนิราศรอนแรมไกลไปเป็นเชลย  ได้ใช้ชีวิตแบบทาสอยู่ใต้เบื้องบาทผู้เป็นนาย แล้วเลี้ยงดูน้องชายทั้งสอง ได้ประคับประคองจนเติบใหญ่ ซึ่งเป็นจอมไทยมหาราช คือพระนเรศวร  กับพระเอกาทศรถ มีพระนามปรากฎขจรไกลแก่ชาวไทยทั้งประเทศ  ผู้เป็นต้นเหตุในพระคุณนี้ คือ พระนาง

ท่านทำคุณประโยชน์ไว้ให้แก่คนไทยทั้งชาติ คือ ต้องยอมเสียสละความสุขตลอดพระชนม์ชีพส่วนตัวเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองสยามไทยทั้งประเทศ ซึ่งก็ไม่มีวีรสตรี หรือวีรบุรุษท่านใด ในอดีตถึงปัจจุบัน ที่จะได้เสียสละอย่างนั้น

วีรสตรีบางท่าน ที่ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังได้ก่อสร้างรูปเป็นอนุสาวรีย์ไว้ แต่ท่านเหล่านั้นก็ยอมเสียสละให้เฉพาะบ้านนั้นเมืองนั้น เท่านั้น นับว่าเป็นวงแคบ  ส่วนพระนางสุพรรณกัลยานี้  ท่านยอมเสียสละพระชนม์ชีพตลอดทั้งความสุข เผื่อคนไทยทั้งชาติ และเผื่อแผ่นดินสยามไทยอันกว้างไกลทั้งประเทศที่เราๆท่านๆ ได้มีผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งได้รับความสุขความสำราญกันทั่วหน้านี้ มิใช่เราได้มาจาก พระเมตตาและการเสียสละของท่านนะหรือ แล้วสมควรไหม ที่ชาวไทยจะลืมท่านลง ลืมกันหมดแล้วจะบอกให้....

หลวงปู่โง่นได้บรรยายว่า   พระเจ้าหงสาฯบุเรงนอง ใช้อำนาจบาตรใหญ่นำเจ้าองค์ดำอายุ ๑๒ ปี เจ้าองค์ขาวอายุ ๑๐ ปี  กลับไปยังกรุงหงสาวดี ในปี พ.ศ.๒๑๑๒ แต่พระโอรสทั้งสองไม่ยอมไป ถ้าพระพี่นางฯไม่เสด็จตามไปด้วย  พระพี่นางสุพรรณกัลยาพระชนมายุ ๑๔ ปีจึงเสด็จตามพระอนุชาสู่ราชสำนักพม่า    "... เมื่อกลับถึงถิ่นเมืองหงสาวดีแล้ว พิธีการอภิเษกสมรส ระหว่างฉันกับเจ้าบุเรงนองก็เกิดขึ้น ฉันก็ตกเป็นของเจ้าบุเรงนอง ตามประเพณีของเขา แต่น้องชายของฉันสิเหงา เพราะดูกิริยาท่าทางของเขาเศร้าสร้อยหงอยเหงาจริงๆ เพราะเขาเคยอยู่กับฉัน เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ ฉันฟูมฟักเลี้ยงดูเขามาด้วยมือ เลี้ยงเขามาแต่เล็กๆ ฉันสงสารน้องชายที่ว้าเหว่ ฉันจึงวางเล่ห์กลอุบาย กับเจ้าบุเรงนอง ....ขอร้องให้น้องชายทั้งสองคนกลับไปช่วยราชการของพระราชบิดาที่เมืองไทย เพราะได้รับข่าวว่า พญาละแวก คือพวกขอม(เขมร) ได้ยาตราทัพอันเกรียงไกร มาประชิดติดชายแดนไทยแล้ว ...มันก็ปล่อยให้เจ้าองค์ดำพี่ชายกับเจ้าองค์ขาวกลับเมืองไทย ..ท่านขา ตอนที่น้องทั้งสองของฉัน ที่ฉันได้ถนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเขามาแต่แบเบาะ มีเคราะห์กรรมอะไรหนอ ที่จะมาพรากให้ฉันต้องอยู่เดียวดาย  ในขณะที่น้องชายของฉันจากไปนั้น ฉันมีความรู้สึก สังหรณ์ใจว่า จากนี้ไปภายหน้า ตลอดชีวิตฉันจะไม่ได้เห็นน้องชาย ทั้งสองของฉันอีกแล้ว จึงได้ยินแต่สั่งคำเดียวว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ น้องทั้งสองจะจดจำคำว่า แม่ แม่ แม่ ไว้ในห้องแห่งดวงใจตลอดไป ท่านขา ในคราวนั้นเอง ฉันรู้สึกว่าดวงตา ดวงใจของฉัน มันหลุดลอยออกจากร่าง มันทำให้จิตใจเวิ้งว้าง ว้าเหว่ ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน ได้ยินแต่เสียงน้องสั่งลาว่า  ไปนะแม่ ไปนะแม่ ถึงเขาจะออกเดินไปแล้วจนสุดสายตา แต่เสียงสั่งลาของน้องก็ยังก้องอยู่ในโสตประสาท ไม่มีวันลืมเลือน ..นี่แหละท่าน น้องที่กตัญญู เขาเอาชื่อแม่ที่เขารัก และมีพระคุณ กับเขาไปตั้งเป็นแม่ แม่ แม่ อยู่กับตัวเขาตลอดไป (กองทัพไทยเราจึงมีแม่ทัพตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา)

และในนิมิตของหลวงปู่โง่น มองเห็นภาพวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระพี่นางสุพรรณกัลยา อย่างชัดเจน ความดังน..ี้

"..ไอ้เจ้ามังไชยสิงหะราช(นันทะบุเรง) จึงสั่งจับจองแม่เลี้ยงของมันคือฉันเอง ให้ลงโทษทัณฑ์อย่างหนัก มันสั่งให้คนจับฉัน มัดมือ มัดเท้า แล้วลงมือชก ต่อย ตบ ตี เตะ ถีบ โบยด้วยหวาย โบยแล้วโบยอีก  แล้วปล่อยให้ฉันอดข้าว อดน้ำ ให้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส..ท่านขา (หลวงปู่โง่น) เมื่อมันเห็นว่าฉันอ่อนเปลี้ย เพลียแรงแล้ว มันก็ฟันฉันด้วยดาบเล่มนี้ แล้วฉันก็ตายไปพร้อมกับลูกอยู่ในท้องแปดเดือน แล้วมันก็ให้หมอผีมาทำพิธีทางไสยศาสต์ื ด้วยการผูกรัดรึง ตรึงฉันด้วยไม้กางเขนตรากระสัง ให้วิญญาณของฉันไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่ในละแวกนี้เท่านั้น...."

แหล่งอ้างอิง : สุเนตร  ชุตินธรานนท์ ,ดร. พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน ๒๕๔๖

แม่้น้ำปาย

สะพานเหล็กประวัติศาสตร์ข้ามแม่น้ำปาย


พอ.บุญยืน  อินกว่าง
ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๕
ค่ายโสณบัณฑิตย์ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน